ครู + บ้าน สานพลังสร้างการเรียนรู้

ท่ามกลางวิกฤติภัยโควิดที่พ่อแม่ต้อง Work From Home  เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะเป็นช่วงปิดเทอมและไม่มีความแน่ชัดว่าโรงเรียนจะเปิดได้หรือไม่ แต่ทุกคนก็ตระหนักว่าการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การเรียนรู้แบบออนไลน์หรือการจัดการจัดการเรียนรู้ด้วยแนวคิด Home-based learning จึงเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยมากขึ้น  เพราะโรงเรียนหลายแห่งเลือกเป็นทางออก หนึ่งในวิถีชีวิตใหม่ของการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

คุณครูก้า – อาจาร์ยกรองทอง  บุญประคอง  ผู้ก่อตั้งและครูของโรงเรียนจิตตเมตต์(ปฐมวัย) ครูผู้มีความเชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กก็คือการเล่น หรือการเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ในฐานะครูของเด็กปฐมวัย  ครูก้าให้ความเห็นเรื่องที่ทุกคนห่วงและกังวลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยที่การเรียนรู้ในตอนนี้จำเป็นต้องขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การเรียนรู้ออนไลน์ไม่ได้เหมาะสมกับวัยเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัย

เปลี่ยน Mindset ใหม่ เข้าใจการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็กเล็ก

“ จริง ๆ แล้วจากสถานการณ์โควิด ผลกระทบต่อเด็กจะไม่เกิดขึ้นหากผู้ใหญ่ตั้งสติให้ดี  แม้ว่าสถานการณ์นี้จะเป็นเรื่องใหม่ที่กระทบวิถีชีวิตของทุกคนที่ต้องเปลี่ยนไปทั้งหมด พ่อแม่ไปทำงานไม่ได้ ลูกก็ไปโรงเรียนไม่ได้  ทุกคนกองอยู่ที่บ้านกันหมด  ความจริงน่าจะเป็นเรื่องดีที่ทุกคนได้อยู่ที่บ้านพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงพ่อแม่ก็ต้องเอางานมาทำที่บ้าน  แม้ว่าตัวจะได้อยู่ด้วยกัน  แต่เรื่องเวลาก็ทำให้เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกัน  ก็ต้องมีการจัดสรรเวลาของพ่อแม่ เวลาของลูก เวลาของครอบครัว แต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกัน ทุกคนต้องตั้งหลักให้ดี  แถมด้วยพ่อแม่เกิดความกังวลว่าการที่เด็กเล็ก ๆ ต้องเรียนรู้ โดยไม่ต้องไปโรงเรียน เขาจะทำอย่างไร  จะเรียนออนไลน์ ให้เด็กมานั่งหน้าจอนาน ๆ ก็ไม่ดี  แล้วลูกจะได้เรียนรู้เหมือนที่ไปโรงเรียนหรือไม่”

เราต้องมาเปลี่ยน Mindset ใหม่ เราต้องมาหาว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็กเล็กคืออะไร พ่อแม่อาจไม่เครียดก็ได้ เพราะว่าแท้จริงแล้ว การเรียนรู้ของเด็กก็คือการเล่น หรือหลายคนก็บอกว่า การเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ถ้าพ่อแม่คิดแบบนี้ พ่อแม่จะคลี่คลายขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่อาจจะเป็นห่วงในความคาดหวังอีกว่า แล้วการเล่นจะได้เรียนรู้ เรียนรู้อะไร ” ครูก้าชวนพ่อแม่ตั้งหลักคิดก่อนเพื่อความคลายกังวล

Home-based learning เป็นอีกการจัดการเรียนรู้ใหม่ที่คุณครูและพ่อแม่เริ่มคุ้นเคยกันมาสักช่วงหนึ่งแล้ว  ครูก้าพูดถึงเรื่องนี้ว่า  “บ้านของเราก็คือคำว่า Home เป็นที่ที่พ่อแม่ต้องใช้อยู่และทำงานด้วย ส่วนลูก บ้านก็เป็นที่ที่เด็กจะเรียนรู้ในบ้านของเราด้วย  แต่เราก็ไม่ใช่ Home school  เราไม่ได้ทำโฮมสคูลกันมาก่อน พ่อแม่จะทำอย่างไรกับลูกดี การที่พ่อแม่ต้องเจอกับเรื่องนี้โรงเรียนน่าจะช่วยพ่อแม่ได้อย่างไรบ้าง

ที่โรงเรียนจิตตเมตต์ การที่ลูกๆ มาอยู่ที่โรงเรียน ครูก้าจะบอกพ่อแม่เสมอว่าเราต้องทำงานร่วมกัน และต้องทำงานในระดับที่เรียกว่าเลี้ยงลูกไปด้วยกัน ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ทำความเข้าใจและเดินไปด้วยกันจริงๆ โดยเฉพาะยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ ที่ผ่านมาในช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม เด็ก ๆ อยู่บ้านอยู่แล้ว พ่อแม่ต่างหากที่ย้ายเอางาน เอาที่ทำงานมาไว้ที่บ้าน สิ่งที่เราต้องระวังก็คือ เราต้องไม่ยกโรงเรียนตามมาที่บ้านแล้วเปลี่ยนให้พ่อแม่ต้องมาทำหน้าที่เป็นคุณครู พ่อแม่ก็ควรที่จะอยู่ในบทบาทของพ่อแม่ บ้านก็ควรต้องเป็นบ้านอันแสนสุขแสนสบายอบอุ่นและปลอดภัย และถึงแม้ว่าใจของคุณครูอยากจะลงไปช่วยพ่อแม่ที่บ้านอย่างมากแต่ครูเองก็ต้องมาตั้งหลักให้ดีว่าจะทำอย่างไรเมื่อฐานการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เวลานี้อยู่ที่บ้านทั้งหมด 24 ชั่วโมง เราจะแก้โจทย์ที่พ่อแม่กังวลว่าเด็กๆอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนจะเท่ากับว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรรึเปล่า นี่คือโจทย์ที่ท้าทายของพวกเรา

 

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ครูก้าและคุณครูที่โรงเรียนจิตตเมตต์จัดการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ด้วยการใช้หลักการ Home-based learning หรือเรียกว่า HBL Jittamett (เฉพาะกิจ) ภายใต้ Project “My Home, My Family and My Box” บนความเชื่อว่าบ้านคือฐานการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็ก ๆ

บ้านคือ Learning Spaceพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

“ เพราะเด็ก ๆ ในวัยนี้การเรียนรู้คือการเลียนแบบ เด็ๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตจากผู้คน จากคนในครอบครัว และเขาก็ใช้พลังงานในการเล่นขับเคลื่อนการเรียนรู้  เขาอยากสำรวจ ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ ให้ความหมายกับบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองเห็น  หลายทักษะที่เราอยากให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก ต้องขับเคลื่อนด้วยสมองและด้วยหัวใจของเขา ”

“ สิ่งที่ครูก้าเชื่ออย่างหนึ่งก็คือ บ้านคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของเด็ก ๆ ครูก้าจึงชวนชี้ให้พ่อแม่เห็นว่าบ้านสามารถเป็นฐานการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก ๆ ได้  ในสถานการณ์แบบนี้สิ่งที่ครูช่วยได้คือ ครูช่วยเป็นโค้ช คอยไกด์อยู่ข้าง ๆ พ่อแม่  ครูก้าเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจโฟกัสไปที่พ่อแม่ว่าการจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ โรงเรียนกับบ้านจะทำงานร่วมกันอย่างไร ”

การที่เด็ก ๆ ไม่สามารถเรียนรู้กันอย่างตัวต่อตัวกับคุณครูได้ ความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีกับเด็กเล็กนั้น ครูก้ามีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า

“ เราต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเป็นช่องทางการสื่อสารออนไลน์  เราใช้กับพ่อแม่เยอะกว่าเพื่อพูดคุยเตรียมการทั้งวิธีคิดและมุมมองต่าง ๆ   ส่วนเด็กๆ ได้เจอกันผ่านหน้าจอเล็กน้อย อาทิตย์ละครั้ง ครั้งละประมาณ  20 นาที   เราใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น  ต้องมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อมารับใช้ความคิดของเรา เราควรเลือกเทคโนโลยีแบบไหนที่เหมาะสมที่เอามาใช้เพื่อเสริมจุดแข็ง หรือปิดจุดอ่อนบางอย่าง  เช่น การที่เขาไม่ได้เจอหน้าเพื่อน ไม่เจอหน้าครู …ไม่ใช่เอามาสร้างจุดอ่อน…

ครูก้าเลือกใช้โปรแกรม Zoom ซึ่งใช้ง่าย เป็นช่องทางการสื่อสารที่เป็นการประชุมออนไลน์ ได้เห็นหน้าตากัน ใช้ในการโต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์กัน เป็นทักษะทางสังคมที่เด็กๆจะได้เห็นความคิดของเพื่อนๆ คนอื่น  ได้พูดคุยโต้ตอบกับคุณครู เช่น ครูโยนคำถามปลายเปิดไป ให้เด็กตอบมา หรือการเล่านิทานที่ไม่ใช่แค่ครูเล่าเฉย ๆ เหมือนฟังนิทานทางยูทูป ไม่ใช่เป็นการส่งไปให้เด็กอย่างเดียว แต่เราให้เด็กคิด เพราะการอ่านคือการคิดให้โอกาสเด็กได้โต้ตอบจากคำถามของคุณครู แม้ว่าครูก้าจะให้เด็ก ๆ ใช้การสื่อสารออนไลน์เพียงแค่ 1 ครั้ง/สัปดาห์  แต่ครูก้าและคุณครูก็ต้องทำให้การใช้การออนไลน์หนึ่งครั้งนั้นมีความหมายที่สุด  เป็นการจุดประกายความคิดให้เด็ก ๆ ลุกขึ้นไปทำอะไรบางอย่างเพื่อตนเอง ไปสร้างโปรเจคของเขาเองโดยไม่ต้องอาศัยจอ แล้วครั้งหน้าก็อยากกลับมาเล่าให้ครู ให้เพื่อนฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง  เอาไอเดียมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน เห็นความเหมือนความต่างของไอเดียของตนกับเพื่อน….

ในส่วนของครูเอง ครูก็ต้องไม่ยึดติดว่าที่ผ่านมาเคยทำกิจกรรมนี้ที่โรงเรียนใช้เวลาเท่าไหร่ การที่ครูต้องให้เด็กๆอยู่กับหน้าจอนานเท่าที่เคยทำกิจกรรมที่โรงเรียน นั้นคงไม่ใช่ และมีหลายเรื่องที่ครูต้องเข้าใจเรื่องการเรียนออนไลน์ ครูต้องเข้าใจวิถีชีวิต การใช้เวลาของแต่ละครอบครัวด้วย”

พ่อแม่รวมพลังกับครู…นักออกแบบการเรียนรู้ให้ลูก ลูกศิษย์

“คำว่า Home-based learning  ก็บอกอยู่แล้วว่า Home ไม่ใช่ House จึงไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ แต่หมายถึงบรรยากาศ ความรู้สึก ผู้คนด้วย..บ้านที่ให้ความรู้สึกมั่นคง ไม่ใช่มีแค่เด็ก แต่เป็นบ้านที่มีองค์ประกอบ มีผู้คนที่เป็นครอบครัวของเรา ทุกคนมีคุณค่าแก่กันและกัน

คำว่า Home จึงลึกซึ้งมาก ถ้าเราเอาการเรียนรู้ไปไว้ที่บ้าน เราต้องไม่ทำให้เสียของ เราต้องทำความเป็น Home ให้เกิดคุณค่ามากขึ้นไปอีก สิ่งที่โรงเรียนต้องระวังมาก ๆ ว่าแม้ว่าเราจะเป็นโรงเรียน เราอยากช่วยเรื่องการจัดการเรียนรู้ แต่เราต้องไม่ยกโรงเรียนไปไว้ที่บ้าน เราต้องไม่เอาตาราง แผนการสอนเหมือนที่เด็กเรียนที่โรงเรียนส่งไปให้พ่อแม่ว่าเวลาไหน ต้องเรียนอะไร ต้องทำอะไร พอทำเสร็จก็ต้องช่วยประเมินกลับมาให้คุณครูอีกด้วย อย่างนี้เรียกว่าครูไม่ยอมเปลี่ยนหลักสูตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์  เป็นแค่การย้ายที่สอนอย่างเดียว”

ครูก้าให้ความเห็นเพิ่มเติมว่ามองวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีมากที่ปกติพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเป็นช่วงยาว ๆ อย่างนี้ จึงเป็นโอกาสที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวของเขากับบ้านอันแสนสุข แสนอบอุ่น เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตัวเขาที่เชื่อมโยงกับผู้คนในครอบครัว  และการที่ครูไม่สามารถตามไปอยู่ที่บ้าน  คนที่จะช่วยดำเนินการเรียนรู้ก็คือพ่อแม่ ครูก้าจึงได้ชวนคุณครูคุยกันว่าควรฉกฉวยโอกาสเอาการเรียนรู้ที่บ้านมาเป็นฐาน เป็นบริบทว่าเด็กเรียนรู้อะไรได้บ้าง  จึงเป็นที่มาของการตีความการจัดการเรียนรู้ Home-based learning แบบจิตตเมตต์ ด้วย Project – My Home, My Family and My Box

ห้องเรียนพ่อแม่ฉบับห้องแล็ป ปฏิบัติการจริง

“สถานการณ์ครั้งนี้หากมองจากมุมของเด็ก  เด็ก ๆ โชคดีมากที่มีโอกาสได้เล่นทั้งวัน เล่นได้เต็มที่โดยมีพ่อแม่อยู่ใกล้ ๆ  แต่อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการให้มีผู้ใหญ่อยู่กับเขาตลอดเวลาและทั้งวันด้วย  เด็ก ๆ ต้องการเวลาอิสระที่เขาจะค้นหาโลกใบนี้ด้วยตัวของเขาเอง  แต่ถ้าเขาต้องการผู้ใหญ่เมื่อไหร่ เขาก็จะวิ่งเข้ามาหาเอง ในเวลาเดียวกันพ่อแม่ก็มีโอกาสจูนสายตาใหม่ว่าการเล่นของลูกก็คือการเรียนรู้  ก่อนหน้านี้โรงเรียนก็พยายามทำห้องเรียนพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่ได้เข้าใจและเชื่อสิ่งเหล่านี้ เชื่ออย่างจริง ๆ ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนห้องเรียนพ่อแม่ ฉบับห้องแล็ป…

ก่อนนี้พ่อแม่ไม่มีโอกาสมาเห็นลูกที่โรงเรียน  แต่ครั้งนี้พ่อแม่จะได้เห็นกับตาตนเองที่บ้าน การเรียนรู้ของลูกในสายตาของพ่อแม่ Visible learning จึงเกิดขึ้น จากที่ครูจุดประกายให้เด็กไปด้วย My box เราให้พ่อแม่ลองสังเกตุ บางครั้งก็เล่นกับลูก แล้วในแต่ละสัปดาห์ ครูก้าได้ชวนพ่อแม่มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เป็นการทำ AAR (After action review) กลุ่มย่อย ทางออนไลน์ผ่าน Zoom ว่าแต่ละบ้านเห็นอะไรในเชิงคุณค่า ได้เรียนรู้อะไร พ่อแม่สะท้อนให้ฟังว่าค้นพบความมหัศจรรย์ในการเรียนรู้ของลูก ได้เรียนรู้ตัวเองว่าควรรับฟังลูก อดทน รอคอย โดยไม่คาดหวัง และยังได้เรียนรู้จากครอบครัวอื่น ๆ ”

นอกจากนั้นครูก้ายังเปิดห้องเฉพาะกิจบน Facebook ของโรงเรียน เป็นพื้นที่ให้พ่อแม่มาโพสต์แบ่งปันการเรียนรู้ของครอบครัว จึงเป็นการขยายการเรียนรู้ในวงกว้างยิ่งขึ้น และเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากจบโครงการ ครูก้ายังได้ชวนพ่อแม่และคุณครูมาร่วมถอดบทเรียนสะท้อนการเรียนรู้จาก HBL Jittamett (เฉพาะกิจ) เพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ปลุกพลังครูนักเรียนรู้ 

ในมุมของคุณครูที่โรงเรียนจิตตเมตต์ก็อาจเหมือนกับครูในอีกหลาย ๆ โรงเรียนที่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้มีการจัดการเรียนรู้ออนไลน์   ครูก้าเล่าถึงเรื่องการเรียนรู้ของครูว่า

“การที่มนุษย์เราลุกขึ้นมาทำอะไรโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนกับที่เด็ก ๆ เล่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นั่นก็คือพลังที่อยู่ข้างในตัวเรา การที่เราเป็นเจ้าของโปรเจค เรามีเป้าหมายของเรา ทำให้เรามีพลัง  ในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ครูทุกคนเชื่อว่าเราต้องออกมาช่วยกัน ช่วยกันคิด  พอมีการเปิดโอกาสและยอมรับในความคิดของแต่ละคน ครูทุกคนจึงกล้าเอาความคิดมาแชร์กัน  ตั้งแต่ตอนที่ไม่แน่ใจว่าโรงเรียนจะเปิดได้หรือไม่ เมื่อไหร่  ครูเขามีเจตนา ตั้งเป้าหมายว่าอยากช่วยพ่อแม่ให้หายเครียด และช่วยเด็กๆให้เกิดการเรียนรู้ได้เต็มที่  ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือต้องสื่อสารผ่านออนไลน์ ”

“ครูหลายคนที่นี่ก็ไม่เก่งเทคโนโลยี แต่เขารู้ว่าเทคโนโลยีจะรับใช้ความคิดและหัวใจของเขาได้ เขาน่ารักมาก เขาลุกขึ้นมาเรียนรู้ว่าจะใช้โปรแกรมตัวไหน ใช้ไลน์กลุ่มอย่างไร ใช้เฟซบุ๊กกลุ่มปิดทำอย่างไร  หาคลิปและตัดต่อวิดีโอทำอย่างไร ทุกคนทิ้งข้อจำกัดทั้งหมดที่เคยคิดว่าทำไม่เป็น  ลุกขึ้นมาตื่นเต้นกับการเรียนรู้ใหม่ด้วยเจตนาที่ดี ครูมีพลังมากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรให้กับเด็กๆ  มาทดลองใช้ ทดลองทำการสอน ช่วยกัน feedback

ครูก้าพบว่าครูของเรามีพลังเรียนรู้ในสิ่งที่เขาไม่คุ้น เพราะเขามีเจตนาแน่วแน่ว่าจะทำเพื่อใคร ครูก้าทึ่งว่าครูที่นี่ก็เป็นนักเรียนรู้ที่ดี น่าชื่นใจ เป็นการเรียนรู้ที่มีพลังมหาศาลและเป็นการเรียนรู้เพื่อผู้อื่นอีกด้วย”

สำหรับตัวครูก้าเองในฐานะผู้บริหาร การที่จะรักษาพลังของครูเพื่อส่งต่อพลังให้เด็กและต้องกระตุ้นพลังของพ่อแม่ขึ้นมา  ครูก้ามีการจัดการเรื่องนี้อย่างไร ได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง

“ครูก้ามองปัญหาเป็นโจทย์ที่ท้าทาย บนความเชื่อว่าทุกปัญหาเป็นสิ่งที่ต้องผ่านไปได้ ครูของเราแยกย้ายไปทำ ไปทดลองทำคลิปมาดู กลับมานำเสนอ ไปทดลองสอนจริงๆ เป็นการทำงานที่มีพลังมาก แต่ครูก้าก็ชวนครูให้เรียนรู้จากปัญหาด้วย ให้มองปัญหาเป็นความท้าทาย เรียนรู้จากปัญหา อย่างเรื่องเสียงดีเลย์ ต้องแก้ไขอย่างไร หรือการใช้โปรแกรม Zoom ก็อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับบางแผนการสอน ครูก็สนุกมากกับการเรียนรู้ใหม่นี้ ถ้าเรามองทุกเรื่องเป็นเรื่องการเรียนรู้ที่จะทำให้ชีวิตเราเติบโตขึ้น สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ เมื่อเราหันกลับไป เราจะได้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ที่เดิม เรามีการพัฒนามากขึ้น ยิ่งถ้าเราไม่ได้เรียนรู้คนเดียว  เรามีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นด้วย ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้นตั้งเยอะ  วิธีชวนกันทำงานแบบนี้ครูก้าว่ามันสนุก มันมีความสุข และเราก็รู้สึกดีต่อตนเอง”

สำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ในครั้งนี้จะเป็น New normal ของการศึกษาปฐมวัยหรือไม่

ครูก้าหัวเราะพร้อมกับบอกว่า “ จริง ๆ แล้วเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความจริงควรเปลี่ยนมานานแล้ว  สถานการณ์ตอนนี้ทั้งโรงเรียนและบ้านถูกบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนมุมมองใหม่  ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเด็กเรียนรู้ได้โดยตนเอง คุณจะเหนื่อยมาก พ่อแม่พยายามเป็นครูที่บ้าน ในขณะที่พ่อแม่ต้องทำงานด้วย ต้องพยายามจัดตารางให้แน่น แล้วก็จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ไม่มีความสุขกันทั้งพ่อแม่และลูก

ครั้งนี้พ่อแม่ได้เรียนรู้ว่า อ๋อ จริง ๆ แล้ว แค่ให้โอกาสแบบนี้ เด็ก ๆ เขาเรียนรู้ได้มากมาย มีความคิดสร้างสรรค์เยอะมาก  ตั้งแต่เปิดโรงเรียนจิตตเมตต์มา 20 ปี  ครูก้าเห็นพัฒนาการในตัวเราเองอย่างหนึ่งว่า ยิ่งเราเชื่อ ยิ่งเราเปิดโอกาสให้เด็กได้มากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งได้เห็น เราอยากให้พ่อแม่เชื่อแบบเรา ยิ่งเราเชื่อมากขึ้นเท่าไหร่ เด็กก็จะได้โอกาสมากขึ้นเท่านั้น เราก็ได้เก็บเกี่ยวความสุขกับการที่เราได้เห็นศักยภาพของเด็ก ๆ ว่าเขาคิดได้ยังไง ทำได้ยังไง มันน่าตื่นเต้นมาก แล้วเราก็จะให้โอกาสเขา
มากขึ้น ๆ ไปอีก  ชีวิตเด็กก็จะเป็นแบบที่เราอยากให้เขาเป็น ที่ในที่สุดเราจะเห็นเขาดูแลจัดการชีวิตตัวเองได้

ครูก้าอยากชวนพ่อแม่คิดว่าบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเราคือเรากำลังทำหน้าที่บริหารจัดการเวลาแห่งการเติบโตของลูกให้มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิตของลูกให้มากที่สุด และในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยแบบนี้ เราจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด

นี่คือแบบอย่างหนึ่งของครูผู้มีพลังแห่งการเรียนรู้ สามารถปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อเด็กเพราะมีเจตนาแน่วแน่ว่าจะทำเพื่อใคร เชื่อว่าเทคโนโลยีจะรับใช้ความคิดและหัวใจของเขาได้ จึงเป็นครูหัวใจใหม่ที่สร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในยุค New normal

Arrow