ไม่ใช่เล่นๆ : ความสำคัญของการเล่นต่อเด็กปฐมวัย

คุยกับครูอนุบาลรุ่งอรุณถึงเรื่องการเล่นของเด็กปฐมวัยที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เล่น

เรื่อง : ฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันอาศรมศิลป์
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

          เวลาคิดถึงการเรียนในรั้วโรงเรียน เรามักเห็นภาพเด็กๆ นั่งเรียนในห้องมากกว่าวิ่งเล่นสนุกสนาน แต่ที่จริงแล้ว สำหรับเด็กเล็กอย่างเด็กวัยปฐมวัย การเล่นของพวกเขาคือวิธีรู้จักโลกรอบตัวและเรียนรู้ชีวิตในโรงเรียนที่เชื่อว่า ‘ชีวิตคือการเรียนรู้’ จึงให้ความสำคัญกับการเล่นของเด็กปฐมวัย และในวันนี้ ครูแอร์-เรวดี ดุงศรีแก้ว ครูใหญ่โรงเรียนรุ่งอรุณ และครูกิ๊ฟต์-ปิยะดา พิชิตกุศลาชัย กับครูอีฟ-จินตนา นำศิริโยธิน สองครูจากระดับชั้นอนุบาลจะเป็นตัวแทน มาเล่าให้เราฟังถึงสายตาที่มองเรื่องเล่นไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ ของโรงเรียนวิถีพุทธแห่งนี้

เล่นตามธรรมชาติ

          คุณครูทั้งสามบอกเราว่า การเล่นของเด็กๆ วัยอนุบาลในรุ่งอรุณไม่ใช่แค่การนั่งเล่นทำกิจกรรมในห้องเรียน แต่ยังมีการออกไปเล่นในธรรมชาติด้านนอกซึ่งนับว่าขาดไม่ได้ โดยการเล่นของเด็กตัวจิ๋วมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ห้อยโหนปีนป่าย เล่นบทบาทสมมติ เล่นบนหลากหลายพื้นผิว จนถึงเล่นในหลายมิติซึ่งช่วยฝึกทักษะร่างกาย เช่น ทางราบ อุโมงค์และที่สูง “การเล่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเด็ก และการเล่นของเด็กที่โรงเรียนถือเป็นกิจวัตรเลย ทุกวันต้องได้เล่น ไม่เล่นไม่ได้ ซึ่งการเล่นในและนอกห้องสเกลจะต่างกัน การเล่นในห้องจะเป็นเรื่องฝึกคิด พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กที่หมายถึงมือและข้อมือ แต่การเล่นข้างนอกในพื้นที่ใหญ่จะได้บริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้เผชิญกับความยาก หัดต่อแถวการรอคอย นอกจากนี้ ธรรมชาติคือของจริงนะ และการได้เผชิญของจริงเป็นพื้นฐานทักษะของเด็กเลย” อย่างไรก็ตาม การเล่นในธรรมชาติไม่ใช่การปล่อยเด็กวิ่งเล่นกันโดยไม่มีเป้าหมาย แต่คุณครูอนุบาลต้องมี ‘เครื่องเล่น’ หรือ ‘โจทย์’ ให้กับเด็กๆ ด้วย “ถ้าเรามีเครื่องเล่นให้ก็เสริมพัฒนาให้มากขึ้น เครื่องมือช่วยคิด แต่ถ้ามีธรรมชาติที่ดีมากๆ อยู่แล้ว เช่น มีป่า มีต้นไม้ ครูต้องมีโจทย์ หาของธรรมชาติมาเล่น ครูต้องคิดโจทย์และลองดูก่อน” “ของเล่นสำเร็จรูปพอประกอบเสร็จก็เสร็จไป มีรูปร่างแค่นี้ แต่ของเล่นในธรรมชาติมันไม่สมดุล ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าอยากได้ของสิ่งหนึ่ง เขาต้องคิดว่าจะทำของเล่นชิ้นนี้ออกมาในแบบไหน ต้องเข้าใจรูปร่างวัสดุนั้นจริงๆ ว่าทำอะไรได้บ้าง เช่น การสร้างปราสาทหนึ่งหลังด้วยทรายจะต้องทำยังไง ซึ่งมันท้าทายกว่าของสำเร็จรูป มีเด็กที่เล่นในธรรมชาติไม่เป็นก็มี เพราะของเล่นที่บ้านมันสำเร็จแล้ว ซึ่งระบบคิดของเขาก็ต่างกันกับเด็กคนที่ไปเจอของ เช่น ทางมะพร้าว แล้วเอามาเล่นกระโดดเชือกกับเพื่อนๆ ได้” เพราะสำคัญขนาดนี้ การออกไปสนุกกับโลกธรรมชาติด้านนอกจึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไปจากตารางกิจกรรมของเด็กปฐมวัยที่นี่

 

เล่นครั้งละกี่คนก็ได้

          เมื่อพาเด็กออกไปเล่นพร้อมกัน เราจะได้เห็นทั้งเด็กที่แยกตัวไปเล่นคนเดียวและเด็กที่เล่นกันเป็นกลุ่ม แต่คุณครูรุ่งอรุณบอกเราว่าไม่ว่าแบบไหนก็ล้วนช่วยให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการ “การเล่นคนเดียวถือเป็นช่วงเวลาอิสระที่เด็กน่าจะกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างจากการเล่น ส่วนการเล่นเป็นกลุ่มคือการจำลองสังคม ช่วงอนุบาล 1 ที่เด็กอายุ 3-4 ขวบ เด็กยังไม่ได้ฟังมาก แม้จะนั่งใกล้กันตอนเล่นแต่ก็ยังไม่ได้เล่นด้วยกันมาก พอช่วงอนุบาล 2 ที่เด็กอายุ 4-5 ขวบ เด็กจะเริ่มอยากเป็นผู้นำ อยากให้คนอื่นทำตามตนเอง ก็จะไปจู้จี้กับคนอื่น เริ่มมีพลังอำนาจ สุดท้ายในช่วงอนุบาล 3 ที่เด็กอายุ 5-6 ขวบ เด็กเริ่มมีภาษาที่เยอะขึ้น มีการต่อรองมากขึ้น มีความเป็นพี่ในกลุ่มมากขึ้น ช่างสังเกต การเล่นจะมีที่มาที่ไป เริ่มรู้กติกามากขึ้น เล่นเกมได้” ไม่ว่าจะเล่นเดี่ยวหรือเล่นกันจึงนับเป็นสิ่งดีต่อเด็กวัยอนุบาลทั้งนั้น

 

เล่นกับครู

          แม้การเล่นดูเหมือนเป็นเรื่องของเด็ก  แต่คุณครูบอกเราว่าครูที่ติดตามไปคือผู้เล่นสำคัญที่ช่วยให้การเล่นแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ “ครูต้องลองเครื่องเล่นทุกชิ้นเพื่อรู้ความรู้สึกเด็กว่าเป็นอย่างไร ถ้าครูไม่เคยลองก่อนอาจไปบังคับเด็กว่าปีนขึ้นไปสิลูก ซึ่งอันที่จริงแล้วมันอาจน่ากลัวมากก็ได้ ถ้าครูลองเล่นแล้วก็จะไม่คาดหวังในตัวเด็กมาก รวมถึงรู้ว่ามือและเท้าควรวางยังไง นอกจากนั้น ครูต้องดูความปลอดภัยและมีความเข้าใจในภาวะอารมณ์ ถ้าเกิดเด็กกลัวจะพูดอย่างไร ไม่กดดันถ้าเล่นไม่ได้ ของเล่นจะได้ไม่ทำร้ายเด็ก ครูต้องคอยให้กำลังใจ เชียร์ให้ลอง” “ครูยังต้องสังเกตเด็กเพื่อเก็บข้อมูลพัฒนาการเป็นรายบุคคลด้วย เช่น ทำได้ไหม มีเพื่อนหรือยัง มีทักษะในการใช้กล้ามเนื้อไหม โดยจะเข้าไปช่วยต่อเมื่อจะมีอันตรายหรือเมื่อเด็กขอความช่วยเหลือจริงๆ  และเมื่อสังเกตแล้วก็ต้องมีการชวนคุยเพื่อปรับพฤติกรรมรายบุคคล” เมื่อมีครูคอยสังเกตและดูแล การเล่นของเด็กๆ ก็จะมีคุณค่าต่อตัวเขาเอง

จัดการผู้เล่น

          ไม่ใช่แค่ดูแลในภาพรวม แต่คุณครูอนุบาลยังมีหน้าที่เข้าไปช่วยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นของเด็ก เริ่มจากเด็กที่ไม่ค่อยเล่นซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น อยู่กับผู้ใหญ่มากไป กลัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือกลัวเจ็บ “เด็กที่นั่งเล่นอยู่ที่เดิมๆ ไม่ได้ออกไปทำงานหรือเล่นอย่างอื่นก็จะมีทักษะการเล่นกับคนอื่นน้อยตาม เด็กคนนี้จะช้าในเรื่องการตัดสินใจ การเล่นกับคนอื่น การเจรจาต่อรอง การยอมรับข้อตกลงต่างๆ และความมั่นคงในตนเองจะน้อย ถ้าเป็นแบบนี้ครูต้องสังเกตและพาเล่น เล่นแบบเป็นเพื่อนเขา ให้กำลังใจเขา” ไม่หมดเท่านั้นนั้น คุณครูอนุบาลยังต้องจัดการกับเรื่องของเด็กวัยอนุบาลอีกหลายรูปแบบ “สำหรับเด็กที่เล่นไม่เลิก ครูต้องพากลับโดยต้องทำสัญญาณให้รู้ก่อน เด็กที่เลิกเล่นยากเพราะยังอยากเล่นอยู่นี่ต้องคอยส่งสัญญาณให้ก่อนเพื่อน เช่น ครูเดินไปบอกเหลืออีก 1 นาทีนะ จะไปบอกให้เลิกเลยไม่ได้ ซึ่งครูเองต้องรู้นิสัยเด็กแต่ละคน” “ส่วนเด็กที่เล่นแป๊บเดียวแล้วเลิก เราไม่ควรให้เด็กมีนิสัยหมดความสนใจได้ง่ายติดตัวไป เพราะเป็นลักษณะของความจับจด เขาจะไม่กล้าสู้กับเรื่องยาก จะยอมแพ้กับทุกอย่างที่รู้สึกว่าฉันกะไว้แล้วว่าไม่น่าจะได้ จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตของตนเอง” ซึ่งเด็กแบบนี้ต้องการความช่วยเหลือพอสมควร ครูกับพ่อแม่ ต้องคุยกัน ช่วยกัน โดยต้องไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา มองว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราอยากจะช่วยเขา วิธีที่เข้าหาจะเปลี่ยนไป เราจะไม่รีบ ค่อยเป็นค่อยไป ช่วงแรกๆ ครูก็พาทำก่อนให้รู้ว่าเขาทำได้ ชื่นชมมองความดีงามในตัวเด็ก เช่น วันก่อนโหนบาร์ได้นิดนึง แต่วันนี้โหนได้นานกว่า ก็ชมว่าเก่งกว่าตัวเองคนเมื่อวานอีก เด็กต้องการพลังเชิงบวก” “ส่วนเด็กที่ทะเลาะกัน เด็กทะเลาะเพราะไม่รู้จะหาทางแก้ไขยังไง ไม่มีภาษาที่จะเจรจา ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือใครได้บ้าง ไม่เคยมีใครมาช่วย เขาเลยหยุดด้วยความรุนแรงซึ่งง่ายสุดสำหรับเขา ซึ่งตามหลักพระพุทธศาสนาถ้าเรารู้ตัวว่าโกรธแล้ว ความโกรธจะเบาลง จะหาย ครูจึงควรเข้าไปแยกเด็กก่อนอย่างนุ่มนวลแต่ชัดเจน แล้วสอบถามความรู้สึกว่าเด็กรู้สึกอย่างไร เหตุการณ์แบบนี้จะแก้ไขอย่างไร ถ้าทำแบบนี้จะส่งผลต่อใครบ้าง ให้เด็กฟังความรู้สึกตัวเองก่อน ครูช่วยคลายอารมณ์ก่อนแล้วเรียบเรียงเหตุการณ์ให้” ถ้าครูมองสถานการณ์อย่างละเอียดและรับมือด้วยวิธีเหมาะสม การเล่นของเด็กๆ ย่อมมีคุณภาพกว่าเดิม

เล่นดี

          หลังคุยถึงการเล่นอย่างละเอียด ก่อนจากกัน เราขอให้เหล่าคุณครูที่มานั่งคุยกันในวันนี้ช่วยสรุปเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของเด็กปฐมวัย “การเล่นคือความสุข เป็นเมล็ดพันธุ์ของฉันทะ แล้วสิ่งที่เราชอบก็จะมาต่อยอดในชีวิตให้เรามีความสุขต่อไป เช่น ตอนเด็กชอบทำขนม โตมาชอบทำเบอเกอร์รี่ ชอบครูที่สอน โตมาก็เลยมาเป็นครู” “อย่างเราเองถ้าถามว่าตอนเด็กจำอะไรได้มากที่สุด เราจำตอนที่มีความสุขที่สุดเมื่อเล่นกับเพื่อนได้ โรงเรียนเลยพยายามออกแบบการเรียนให้เป็นการเล่นมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วเขาจะเรียนรู้จากการเล่นเสมอ อย่างเด็กหยิบกระทะไป 2 ใบเอาไปเล่นในสนาม ที่นั่นคือสมรภูมิของเขา เขาอาจเจอเพื่อนมาแย่งเล่น อาจทำกระทะหล่นใส่เท้า แต่ไม่ว่าจะเจออะไร เขาจะได้เรียนรู้บางอย่างกลับไปแน่นอน” ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เด็กอนุบาลทุกคนจึงได้เล่นและเล่นได้ดีด้วยแรงสนับสนุนของผู้ใหญ่รอบตัวเสมอ

Arrow