ความเป็นธรรมชาติ…ธรรมดาและเรียบง่ายที่อนุบาลช้างเผือก

เสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ ไปในบรรยากาศของโรงเรียน แทรกเป็นระยะด้วยเสียงใสๆของพี่อนุบาล 3 กลุ่มประธานนักเรียนที่ช่วยคุณครูประกาศเรียกน้องๆเพื่อนๆ ผ่านไมโครโฟนว่าคุณพ่อคุณแม่มารับแล้ว   ในขณะที่เด็กๆ ส่วนหนึ่งยังวิ่งเล่น มุด ลอด คลานกันสนุกสนาน  ท่ามกลางอากาศดีๆในช่วงเย็น

นี่คือบรรยากาศที่ได้สัมผัสเพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก  โรงเรียนทางเลือกย่านลาดพร้าว และสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ ความร่มรื่นมองไปทางไหนก็เขียว สบายตา แม้จะไม่ได้มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ แต่พื้นที่โรงเรียนทั้งหมดก็ยกให้กับเครื่องเล่นไม้ บ้านต้นไม้ฝีมือสร้างสรรค์ของเด็กๆ รุ่นแล้วรุ่นเหล่า  ลานไม้กว้าง สนามหญ้าเขียวสดชื่น เครื่องเล่นไม้ ข้าวของเครื่องใช้ที่เห็นได้ทั่วไปในบ้านและสวนผักปันรักหลังโรงเรียนที่เด็กๆและคุณครูช่วยกันปลูกไว้กิน

ทุกสิ่งที่ผัสสะของเราได้กระทบและรับรู้ได้ในทันที ก็คือ ความเป็นธรรมชาติ…ธรรมดา ที่นุ่มนวลและเรียบง่าย

“ การศึกษาในแบบของช้างเผือก คือการให้เด็กมาเรียนรู้ชีวิตในวิถีธรรมชาติ  เราทำให้พ่อแม่เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้ใช้ชีวิตที่เป็นปกติแห่งวัย คือภาวการณ์เรียนรู้ที่เข้าถึงการพัฒนาเด็กตามธรรมชาติ จึงจะดึงศักยภาพและเจตจำนงของเด็กออกมาได้ดีที่สุด

ฐานของการเรียนรู้ที่นี่ เราเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนควรจะได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเองจริงๆ  หลักการนี้เป็นต้นทางในการออกแบบหลักสูตรที่อนุบาลช้างเผือก”

ครูอั๋น – ครูอันธิกา  ภูวภิรมย์ขวัญ ผู้บริหารและเจ้าของโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก บอกด้วยรอยยิ้มต้อนรับที่สดใส และถ่ายทอดแนวคิด ที่มีความศรัทธาต่อความงอกงามของการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตลอด 15 ปีบนเส้นทางช้างเผือก

“ ชื่อโรงเรียนของเรา “ช้างเผือก” มีความหมายแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของเด็กแต่ละคนที่มีในตัวตั้งแต่เขาเกิดมา เด็กทุกคนมีความงามเฉพาะ มีวิถีการเรียนรู้ที่เป็นอิสระตามแบบฉบับของตัวเอง ทำอย่างไรที่จะทำให้พ่อแม่ ครูและผู้ใหญ่ที่รายล้อม มองทะลุเข้าไปถึงแก่นนี้ ” ครูอั๋นย้ำถึงการชวนกลับมามองที่จุดเริ่มต้นของเด็กแต่ละคน

ครูอั๋นมองว่าการที่เด็กเป็นเจ้าของชีวิตและจิตใจนั้น พวกเขาจะใช้ร่างกายซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พ่อแม่ให้มา  นำพาตัวเองไปสำรวจโลกภายนอก เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ในทุกหนทุกแห่ง “ เมื่อเด็กได้ใช้ร่างกายเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็จะเกิดการเรียนรู้ที่กลับมากระทบอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นบ้านภายในที่เรียกว่า ใจ อันเป็นอีกหนึ่งสัมผัสอันละเอียดอ่อนที่สำคัญยิ่งในการรู้จักตัวเอง  เพื่อพัฒนาทัศนะในการมองโลก”

การเรียนรู้ของเด็ก คือ การปฏิบัติทำ  ซึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรม  ทุกขณะที่เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นนั้น นอกจากเขากำลังจัดการระบบการทำงานของร่างกายของเขาไปพร้อมกับการฝึกพัฒนาการอยู่ร่วมกับเพื่อนแล้ว เขาก็กำลังเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติด้วย แน่นอนว่าจะเกิดการขัดเกลาปัญญาผ่านการแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละสถานการณ์ แต่ละขณะที่ไม่เหมือนกัน กระบวนการตรงนี้ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างสร้างสรรค์ ครูเองจึงต้องเป็นผู้สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้นี้ให้เกิดขึ้น เพื่อเอื้อต่อการสร้างสมดุลภายในให้เด็กเรียนรู้อย่างเบิกบาน ด้วยความเป็นธรรมชาติที่สุด ”

ข้าวของ เครื่องใช้ ของเล่น เครื่องเล่น ที่เราเห็นในอนุบาลช้างเผือกนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติและเป็นสิ่งที่เห็นได้จากของใช้ภายในบ้าน ที่เด็กๆจะพบเห็นได้ทั่วไป เป็นความตั้งใจของครูอั๋นที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่นี่ให้เป็นภาพที่เด็กๆเห็นเป็นปกติธรรมดา เพื่อให้เด็กคุ้นชินและต่อยอดการเรียนรู้เองได้ง่ายที่สุด

“เด็กทุกคน คือ ช้างเผือกผู้มีลักษณะเฉพาะ มีคุณค่าในตนเอง การที่ได้มาเกิดในครรภ์มารดาใด ย่อมแสดงถึงความผูกพันดั้งเดิมที่มีต่อกันมาแต่อดีตอันยาวนาน มีเลือดเนื้อของพ่อและแม่มาสร้างเป็นตัวเขา เราพ่อแม่และครู จึงมีหน้าที่ที่ต้องดูแลเลี้ยงดูให้ความเป็นช้างเผือกนั้นคงความเป็นธรรมชาติเฉพาะไว้ด้วยความเคารพในชีวิต”

“ การที่เด็กได้ปลูกพืชผัก  ยิ่งทำให้เด็กสังเกตเห็นความจำเพาะเจาะจงของเหตุผลที่มีมากับธรรมชาติ ว่าเมื่อเขาปลูกผักจากเมล็ดในซองเดียวกัน ทำไมบางต้นตาย บางต้นโตไม่เท่ากันและลักษณะต้นก็ไม่เหมือนกัน ทั้งๆที่เขาดูแลมันเหมือนกัน ทำให้เขาสามารถเชื่อมโยงตัวเขากับเพื่อนในความเหมือนและต่างกันได้ หรือแม้แต่การเล่นของเล่นที่เขาเคยชอบมาก สักพักเขาก็เบื่อ ของที่ได้มา วันหนึ่งมันอาจบุบสลายหรือหายไปได้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ส่งผลต่อจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของเขานี้ ครูจะฉกฉวยมาเป็นโอกาสแห่งการปลุกสติเรียนรู้โลกภายใน อันเป็นที่มาของการบ่มเพาะปัญญา เพื่อให้เข้าถึงความธรรมดาของธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก”

ความเป็นธรรมชาติและความเป็นธรรมดา จึงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการศึกษาที่อนุบาลช้างเผือก

เมื่อถามถึงการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของอนุบาลช้างเผือก ครูอั๋นบอกว่า

“วิถีการเรียนรู้ของเด็กๆ เป็นทั้งการเรียนรู้และการเลียนแบบอย่างเป็นอิสระ ที่ครูเข้าใจว่าเด็กยังยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เมื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ให้เด็กขับเคลื่อนตามความสนใจ ให้พื้นที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งรอบตัวอย่างกว้างขวาง ผ่านกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความถนัดและพัฒนาการที่แตกต่างในทุกวัน ทำให้เขาได้เห็นตัวเอง รู้จักตัวเองและปรับตัวเองเข้ากับผู้อื่นได้ดีขึ้น เมื่อเห็นถึงความเป็นธรรมดาที่เปลี่ยนแปลงได้ เด็กจะค่อยๆปล่อยวางความยึดในตัวเองลง ก้าวข้ามอารมณ์ต่างๆที่เป็นตัวขัดขวางแรงขับเคลื่อนภายในนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ให้กลับคืนสู่กิจกรรมที่เขาสนใจตรงหน้าได้อย่างฉับไว จึงทำให้การพัฒนาศักยภาพเด็กให้ถึงขีดสูงสุดเกิดได้

และต่อคำถามยอดฮิตว่าอนุบาลช้างเผือกใช้นวัตกรรมการศึกษาอะไร  คำตอบของครูอั๋นทำให้เราอึ้งไปทีเดียวว่า

“เด็กทุกคนเป็นเจ้าของนวัตกรรม ในเมื่อเราให้ทุกชีวิตเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เด็กก็ย่อมริเริ่มสร้างการศึกษาที่เขารังสรรค์ขึ้นใหม่ทุกวันไม่ซ้ำกัน ขอเพียงครูมีจิตวิญญาณที่เข้าถึงเด็กตามธรรมชาติ ก็จะเข้าใจนวัตกรรมที่จะนำพาให้เขารู้จักตัวเองได้ทุกลมหายใจ ไม่มีอะไรที่จะมาสร้างกรอบแห่งการพัฒนาเด็กอย่างงอกงามได้เท่าตัวเขาสร้างเขาเองแล้ว”

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นจุดสำคัญ คือ การออกแบบวิถีกิจวัตรตามนาฬิกาชีวิตเพื่อฝึกวินัยการกิน อยู่ ดู ฟัง เป็นการให้เด็กซึมซับคุณค่าแท้ของปัจจัย 4 อันเป็นพื้นฐานการดำรงอยู่ เป็นผู้เลือกเป็นเพราะมองเห็นประโยชน์และโทษ ไม่ใช่เลือกจากความอยากหรือไม่อยาก โดยใช้หลักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามวิถีธรรมชาติอันละเอียดและอ่อนโยนต่อเด็ก ซึ่งอยู่ในส่วนของการเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ”

ครูอั๋นบอกว่าพ่อแม่ก็เป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เช่นเดียวกัน ครูชวนให้พ่อแม่ทำความดีให้เด็กเลียนแบบ เมื่อเขาลงมือกวาดถูบ้านแบบที่พ่อแม่ทำ เขาก็จะเข้าใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่มากขึ้น และเกิดความตระหนักห่วงใยอยากช่วยคนในครอบครัว เข้าใจบทบาทของตัวเองที่จะพยายามไม่สร้างภาระเพิ่มในบ้าน  หรือการเลียนแบบด้านการกิน อยู่ ดู ฟัง โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี หรือ การรับประทานอาหารออแกนิค วัตถุดิบสดใหม่ ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ปรุงแต่งมากมายเพราะทำลายสุขภาพและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย ให้กินอยู่เรียบง่ายสไตล์อาหารไทยๆ

รวมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กๆได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ในสภาพอากาศธรรมชาติ ที่ไม่ใช่อยู่กับเครื่องปรับอากาศเกือบทั้งวัน  เด็กก็จะเรียนรู้การปรับตัว การเปลี่ยนแปลง การเชื่อมโยงตัวเขากับทุกสรรพสิ่ง ว่าเราจะอยู่กันด้วยความเอื้ออาทร เอื้อประโยชน์ ไม่ทำร้ายกัน

อนุบาลช้างเผือกทำโรงเรียนพ่อแม่และอบรมครูให้เป็นนักออกแบบการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ให้ประสบการณ์หลากหลาย ปลอดภัยพอและท้าทายความสามารถเพื่อพัฒนาระบบวิธีคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์  ซึ่งครูอั๋นจะมีลำดับประสบการณ์ตามพัฒนาการแห่งวัย เช่น บ้านต้นไม้หลังเล็กสำหรับเด็กเล็ก บ้านหลังใหญ่สำหรับพี่โต บาร์สูงสำหรับพี่ที่แข็งแรง บาร์เล็กสำหรับน้องที่กำลังฝึกฝน เด็กจะรู้จักการรอคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาของเขา ขณะที่ตัวเองก็เพียรฝึกฝนให้ทำได้เหมือนพี่ๆ เกิดเป็นโมเดลการส่งต่อแรงบันดาลใจในบรรยากาศของกัลยาณมิตร

เมื่อเข้าไปดูพื้นที่การเรียนรู้ในห้องเรียน  ห้องเรียนของช้างเผือกเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่มาก เพราะครูอั๋นวางไว้ว่า 1 ห้องเรียน เท่ากับ บ้าน 1 หลัง มีครูเป็นแม่หรือเป็นพี่สาว  มีการแบ่งมุมการเรียนรู้เป็นสัดส่วน สบายตาโปร่งโล่ง อบอุ่นและปลอดภัย

ธีมการเรียนรู้ของเด็กๆ ในปีการศึกษา 2563นี้  ก็คือ ความเป็นธรรมดาและธรรมชาติที่ครูอั๋นเล่ามาทั้งหมด  ซึ่งยึดเอาการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นหลัก ครูอั๋นบอกว่า “ เราไม่ต้องการสอนให้เด็กก้าวทันโลก แต่เด็กต้องอยู่กับโลกให้เป็น อย่างรู้เท่าทัน  รู้เท่าทัน ในที่นี้คือ รู้ทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ขณะที่เด็กทำกิจกรรมตามความสนใจและกิจวัตรที่กำลังฝึกวินัยในตนเองอย่างมีสติ”

การเรียนรู้ผ่านโครงงาน  “Changphueak individual studyก็เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กๆช้างเผือกชื่นชอบมาก  เพราะได้ใช้เวลาเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจจริงๆ เด็กชวนกันถกประเด็นจนอาจเกิดความสนใจตรงกัน แตกแขนงเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง แล้วหาวิธีการและอุปกรณ์ที่จะนำพาไปสู่คำตอบกันเองตามประสบการณ์ของเด็ก มีครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในบางเรื่อง  บูรณาการกลยุทธ์การเรียนรู้ให้หลากหลายเพื่อตอบสนองต่อสไตล์การเรียนรู้ของเด็ก  คอยบันทึกเก็บร่องรอยการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นให้  รวมถึงให้กลับไปชวนพ่อแม่เป็นที่ปรึกษา จนกว่าเด็กจะพึงพอใจและหมดคำถามกับความรู้ใหม่นี้  ท้ายสุดเด็กๆจะสะท้อนประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้ที่ครูช่วยเก็บร่องรอยผ่านนิทรรศการ งานศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหว หรือละครสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้ครูและพ่อแม่เข้าใจลักษณะและพัฒนาการของลูกมากขึ้น การต่อยอดก็จะวางแผนได้ถูกทิศทาง

สำหรับครูของช้างเผือกผู้ร่วมอุดมการณ์ของครูอั๋นนั้น  ครูอั๋นให้ความสำคัญมากไม่ต่างจากเด็กๆและพ่อแม่

“ ครูก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของการเรียนรู้เหมือนกับนักเรียน  เราทำให้การเรียนรู้ของครูอยู่บนฐานการทำงานไปพร้อมกับสังฆะ ทั้งเพื่อนร่วมงาน เด็ก และผู้ปกครอง มีเป้าหมายสูงสุด คือ คุณค่าการพัฒนาตนและประโยชน์ต่อผู้อื่นระหว่างการทำงาน จึงสร้างความภูมิใจในทุกนาทีที่ได้เป็นครู เรามีการประชุมพูดคุยแผนการสอนของแต่ละห้องเรียนกันสั้นๆประมาณครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง ให้อิสระทางความคิดภายใต้เป้าหมายหลักสูตรของโรงเรียน  ครูอั๋นแค่ให้ไอเดียบ้าง เติมสิ่งที่ขาดและร่วมเป็นกระบวนกรบางโอกาสเท่านั้น

ครูที่นี่จะได้รับโอกาสและเวลาเช่นเดียวกับเด็กๆ  เป็นเจ้าของโรงเรียนเช่นเดียวกับเด็กและพ่อแม่  ทุกคนที่นี่มี 1 เสียงเท่ากัน ต่างกันเพียงบทบาทหน้าที่  ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน แม่ครัว คนรถ ครู ผู้บริหาร เขารู้สึกได้ถึงความเท่าเทียมในคุณค่าความเป็นมนุษย์  ได้รับเกียรติ ไม่ได้ต่ำต้อย เราแบ่งปันและเคารพในพื้นที่ของกันและกัน   เขามีศักยภาพด้านใด เราก็สนับสนุนให้เขาร่วมแบ่งปันด้านนั้น มันจึงสร้างความภาคภูมิใจและมั่นใจในสังคมแห่งความรักและเมตตากันนี้  ครูที่นี่ทำงานเหมือนกับที่นี่เป็นบ้านของเขา  เสาร์-อาทิตย์แวะเข้ามาทำงาน มานั่งทานข้าว แวะมากวาดโรงเรียน”

“ ครูของเราก็เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบเหมือนกัน อย่างเช่น การปฏิบัติธรรม  เริ่มจากที่ครูเห็นครูอั๋นปฏิบัติธรรม แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นในตัวครูอั๋น พวกเขาก็สนใจ เราลองชวนทำ พาทำกันก่อนการประชุมบ้าง โดยไม่บังคับ  พอครูเห็นประโยชน์ เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองและเพื่อนครูก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ จนในที่สุดการเจริญสติจึงเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของครูช้างเผือก เข้ามาผสมผสานในหลักสูตรการพัฒนาเด็กและโรงเรียนพ่อแม่ทุกลมหายใจ

15 ปี บนเส้นทางช้างเผือก  เราได้มีโอกาสเห็นเด็กๆ อนุบาลช้างเผือกเติบโตเป็นช้างเผือกที่งดงามตามแบบฉบับของเขาทั้งในป่าคอนกรีต หรือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพราะพวกเขายังคงสามารถเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในทุกโอกาส จากการถูกบ่มเพาะปัญญาผ่านวิถีการเรียนรู้ตามแนวทางของช้างเผือกตั้งแต่ปฐมวัยนี้ ความเบิกบานที่เกิดจากการปรับตัวปรับใจที่จะอยู่ได้กับทุกสภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ คือ ผลลัพธ์จากการสัมผัสถึงคำว่า มันเป็นธรรมชาติและเป็นธรรมดา ภายใต้หลักสูตร Mind drive Mind Education

Arrow