“ทำเรื่องเรียนให้สนุกและมีความหมาย”

โรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

“เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ มีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เด็กมีความคิดเป็นของตัวเอง เพียงแต่ว่าผู้ใหญ่จะทำอย่างไรถึงจะดึงศักยภาพเด็กออกมาได้”

อาจารย์เกศินี วัฒนสมบัติ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ บอกเล่าถึงแนวคิดสำคัญของปรัชญาเรกจิโอ เอมีเลีย (Reggio Emilia) ที่โรงเรียนยึดเป็นหลักในการมองเด็กและการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันและจินตนาการของเด็กให้เติบโตงอกงามต่อไป

ด้วยความคิดความเชื่อเช่นนี้ บทบาทของครูจึงไม่ใช่ผู้บอกสอน แต่ครูคือ Facilitator ผู้เอื้ออำนวยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้และร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีก่อนหน้านี้ ที่เป็นยุคแรกเริ่มของการปฏิรูปการศึกษาของไทย การจะทำให้คุณครูที่คุ้นเคยกับการเป็น “ผู้สอน” มาโดยตลอด เข้าใจแนวคิดนี้แล้วปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“ตอนนั้นเราเลยพาคุณครูเข้าป่าค่ะ”

เข้าป่า ค้นหาธรรมชาติแห่งการเรียนรู้

การออกจากบริบทเมืองที่คุ้นเคยไปทำกิจกรรมในป่า เป็นช่วงเวลา 7 วันที่คุณครูได้พาตัวเองไปเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ นอนฟังเสียงธรรมชาติ สังเกต วาดภาพ บันทึกสิ่งที่สนใจ แล้วนำมาบอกเล่าแบ่งปันให้เพื่อนๆ ฟัง โดยมี ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย เป็นวิทยากรนำพาคุณครูถอดรหัสการเรียนรู้ในแต่ละวัน

“ดร.สุจินดา พาเรามองว่า การเข้าป่าก็เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กนักเรียนที่มาโรงเรียน มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนี้ เรารู้สึกอย่างไร รู้สึกกลัว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย แล้วถ้ามาเจอวิทยากรดุ เราจะรู้สึกอย่างไร เด็กๆ ที่มาโรงเรียนก็เช่นกัน การที่พาคุณครูมาทำกิจกรรมในป่าก็เพื่อให้ครูเข้าใจเด็กนั่นเอง”

เช่นเดียวกับกระบวนการเรียนรู้ที่ครูได้ออกไปสำรวจธรรมชาติ มองหาสิ่งที่สนใจ บันทึก แล้วนำมาบอกเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน บางเรื่องครูอาจไม่เคยรู้มาก่อน แต่พอค่อยๆ ศึกษา ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอให้เพื่อนได้เรียนรู้ด้วย ครูรู้สึกอย่างไร? แล้วถ้าเด็กๆ ได้เรียนรู้แบบเดียวกันนี้ล่ะ?

การมีประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตัวเองเช่นนี้ จึงทำให้ครูเข้าธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น

ปรับเปลี่ยนกายภาพ เอาโต๊ะเรียนออกไป

การเข้าป่าในครั้งนั้นทำให้ครูเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะปรับเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ หาวิธีที่เด็กจะร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยเริ่มจากการปรับพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เชิงกายภาพก่อน

“แรก ๆ สภาพห้องยังเต็มไปด้วยโต๊ะเรียน กว่าคุณครูจะยอมเอาโต๊ะเรียนออกไป แล้วจัดเป็นมุมฐานการเรียนรู้ได้ ก็ต้องใช้เวลา เพราะตอนนั้นยังไม่มีโรงเรียนไหนทำ เราต้องค่อย ๆ คิดหาวิธี ค่อย ๆ เรียนรู้ไป โชคดีที่เรามี ดร.สุจินดา และ อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำมาเรื่อย ๆ”

พื้นที่ภายในห้องเรียนถูกออกแบบจัดวางใหม่ ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้มากที่สุด พื้นที่จึงมีลักษณะไม่ตายตัว แต่สามารถปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายให้เหมาะสมกับฐานการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง เช่น กิจกรรมทักทายสวัสดีที่ใช้พื้นที่ว่างกลางห้อง การจัดมุมหนังสือ มุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ ที่เด็ก ๆ สามารถเข้าไปเล่นได้ด้วยตัวเอง ฐานการเรียนรู้ไหนที่ต้องนั่งโต๊ะ เช่น เกมการศึกษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ มุมทักษะ คุณครูก็สามารถยกโต๊ะและเก้าอี้มาจัดเป็นฐานการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ ได้ทันที

maneerat03-1
maneerat03-2
maneerat04

พื้นที่จัดแสดงผลงานของเด็ก ให้เด็กรู้ว่าเขาสำคัญ

ขณะที่ผนังรายรอบห้อง หน้าห้อง และระเบียง ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่แสดงผลงานของเด็ก โดยจัดพื้นที่ให้เพียงพอต่อการแสดงผลงานของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม เด็ก ๆ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เพื่อสื่อความรู้สึกจากใจครูสู่ใจเด็กว่าเขาสำคัญ

“เราต้องจัดให้เห็นว่า สิ่งที่เราให้โอกาส ให้เวลา แล้วการสร้างสรรค์ของเด็กออกมาเป็นผลงานแล้ว ผลงานนี้จะได้รับการชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นให้เขาออกมาพูดนำเสนอ มีพื้นที่ให้จัดแสดงผลงาน และมีเวทีใหญ่ในโอกาสสำคัญให้เขาแสดงผลงาน ให้เด็กรู้สึกว่าเขาสำคัญ เขาพิเศษ เขามีพื้นที่และโอกาส”

พื้นที่เรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและหลากหลาย

โจทย์ท้าทายหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์ คือการตั้งอยู่ในบริบทเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แล้วจะบริหารจัดการพื้นที่อันจำกัดนี้ให้เป็น Learning Space ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างไรได้บ้าง

ต้นไม้ล้มเพราะลมฝน กลายเป็น Learning Space ที่น่าตื่นตาตื่นใจของเด็กๆ

“อย่างแรกเลยคือเราต้องมีพื้นที่ (Space) ที่เป็นธรรมชาติ เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจของทุกสิ่ง ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ของศิลปินแต่ละคนล้วนเกิดจากธรรมชาติ เราพยายามปลูกต้นไม้ดอกไม้ให้หลากหลาย มีบ่อปลา บ่อเต่า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติที่หลากหลายแตกต่างกัน”

“สอง พื้นที่ต้องมีความหลากหลาย จะเห็นว่าเรามีพื้นที่ที่เป็นน้ำ บนอากาศ พื้นราบ พื้นปูน พื้นหญ้า ทั้งหญ้าจริงและหญ้าเทียม เพื่อให้เด็กใช้จุดแรงบันดาลใจ หรือพิสูจน์ความคิดของเขา”

สวนดาดฟ้าถูกออกแบบให้เป็น Learning Space เรียนรู้เรื่องการทำผ้ามัดย้อม

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลานโล่งสำหรับรองรับการเรียนรู้และความสนใจที่หลากหลายของเด็ก ๆ เช่น เด็กคนหนึ่งทำโปรเจกต์เรื่องจักรยาน และอยากมาขี่จักรยานให้เพื่อน ๆ ดู ครูก็จัดพื้นที่ให้เด็กได้ขี่จักรยาน เด็กอีกคนอยากนำเสนอโครงงานเรื่องเครื่องบินกระดาษ ครูก็สามารถจัดพื้นที่ให้เขาได้ร่อนเครื่องบินกระดาษ เป็นต้น

ลานจอดรถถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องจราจรสำหรับเด็กๆ

“พื้นที่เราจำกัด เราจึงคิดและออกแบบให้ทุกมุมในโรงเรียนเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กให้มากที่สุด เพราะเด็กเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

ทำเรื่องเรียนให้สนุกและมีความหมายกับเด็ก

นอกจากปรับพื้นที่กายภาพแล้ว โรงเรียนยังได้ปรับกระบวนการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่าการสอน คุณครูปรับบทบาทจากผู้สอนไปเป็นผู้จัดสถานการณ์และกระบวนการให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เด็กและครูจะเรียนรู้ไปด้วยกันเพื่อตอบคำถามที่เด็กสงสัยใคร่รู้ในรูปแบบของโครงงานตามความสนใจ ซึ่งบูรณาการความรู้ ทักษะ และสมรรถนะต่าง ๆ ที่เด็กควรจะได้รับในแต่ละวัย

หนูน้อยอยากเรียนเรื่องดอกอัญชัน เพราะจะได้พาเพื่อนๆ ทำชาดอกอัญชันดื่มเอง

“เราเป็นโรงเรียนในเมือง เมื่อจบแล้วเด็กจะต้องไปต่อโรงเรียนอื่น เช่น อัสสัมชัญ กรุงเทพคริสเตียน เซนโยเซฟคอนแวนต์  ถ้าเขาไปสอบเรียนต่อไม่ได้ สิ่งที่เราทำก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นมันมีความจำเป็นที่เด็กเราต้องเรียนวิชาการ แต่จะเรียนอย่างไรให้เด็กรู้สึกสนุก รู้สึกมีความหมายและเชื่อมโยงกับตัวเขา ไม่อย่างนั้นเด็กจะรู้สึกว่า แล้วจะเรียนไปทำไม”

การเรียนรู้ผ่านโครงงานตามความสนใจที่บูรณาการสาระ ทักษะ และสมรรถนะ จึงเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้วิชาการอย่างมีความสุขและมีความหมาย เพราะเมื่อเด็กได้เรียนในเรื่องที่เขาสนใจ เรื่องที่เขาเลือกเอง เขาจะสนุกกับการเรียนรู้ มองเห็นความเชื่อมโยงในเรื่องที่เรียนกับตัวเอง แล้วพาตัวเองเข้าไปตั้งคำถามและค้นหาคำตอบอย่างเบิกบาน ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมหาศาล

ครูต้องฟังเด็ก และเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด

“ในการเรียนรู้โครงงาน ครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น มีเวทีให้เขาได้พูดคุยสนทนา แสดงความสงสัยใคร่รู้ และเมื่อเด็กพูด คุณครูจะต้องฟัง ฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยไม่ตัดสิน แล้วช่วยเด็กสรุปความเข้าใจ หรือตั้งคำถามให้เด็กได้คิดต่อ เปิดโอกาสให้เขาได้คิดไปเรื่อย ๆ และมีส่วนร่วมในการหาคำตอบไปด้วยกัน”

กระบวนการเรียนรู้ที่ใช้คำถามเป็นตัวนำให้เด็กได้คิด เรียกร้องให้ครูต้องมีทักษะการฟัง ครูจึงจะสามารถตั้งตำถามให้เด็กคิดต่อได้ ขณะเดียวกันคำถามของครูยังสะท้อนให้เด็กรับรู้ว่าครูฟังเขาอยู่ ความคิดของเขาสำคัญ ทำให้เขามั่นใจที่จะคิดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบในสิ่งที่เขาสงสัย

“เด็กอนุบาล 1 คนหนึ่งสนใจทำโปรเจกต์เรื่องสระว่ายน้ำ เขาถามขึ้นมาว่า ‘คุณครู น้ำในสระว่ายน้ำมันเป็นสีฟ้าเหรอ’ ครูก็ถามกลับว่า แล้วเด็ก ๆ คิดว่ายังไงคะ เด็กคนหนึ่งบอกว่า มันจะเป็นสีฟ้าได้ยังไง น้ำก็ต้องเป็นสีใส ๆ สิ เพื่อนก็เถียงว่า มันเห็นเป็นสีฟ้า ก็ต้องเป็นสีฟ้าสิ แล้วมีเด็กคนหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่หรอก น้ำมันไม่มีสี ที่เห็นเป็นสีฟ้าเพราะพื้นมันเป็นสีฟ้า เด็กเจ้าของโปรเจกต์ก็ยังไม่เชื่อ คุณครูเลยถามต่อว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี เด็กคนหนึ่งจึงเสนอให้คุณครูไปเอาชามสีฟ้ามา แล้วเอาน้ำใส่ เด็ก ๆ ก็ได้เห็นตามความเป็นจริง”

ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ครูฟังเด็กและมองเห็นการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (Visible Learning) ทั้งครูยังเชื่อมั่นด้วยว่าเด็กมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตัวเอง ครูจึงไม่รีบให้คำตอบ แต่อดทนรอให้เด็กแสดงความคิด ฟังแล้วตั้งคำถามให้เด็ก ๆ คิดต่อ เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้อภิปราย และร่วมหาคำตอบไปด้วยกัน

การเห็นตัวเอง ทำให้ครูพัฒนา

แล้วทำอย่างไรครูจึงจะเป็นเช่นนี้ได้ ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณครูอนุบาลมณีรัตน์เป็นครูที่ฟังเด็ก และมองเห็นการเรียนรู้ของเด็กที่เกิดขึ้นตรงหน้า?

ปัจจัยแรกคือการบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (Documentation) โดยครูคู่ห้อง ซึ่งจะคอยบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ บทสนทนา คำถาม คำตอบ ทั้งของคุณครูและเด็ก ๆ แล้วนำบันทึกนี้กลับมาเรียนรู้ร่วมกัน

บันทึก Documentation นี้จะเป็นร่อยรอยให้คุณครูประจำชั้นมองเห็นตัวเองขณะจัดการเรียนรู้ว่าตนทำได้ดีหรือมีจุดไหนที่ต้องแก้ไข เพราะขณะจัดการเรียนรู้ ครูอาจไม่ทันสังเกตหรือไม่ทันในบางจังหวะ แต่คำถามคำตอบระหว่างคุณครูและเด็ก ๆ ในบันทึกจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าตอนนั้นครูฟังเด็กจริง ๆ หรือไม่

ปัจจัยต่อมาคือวงประชุมพูดคุยเรื่องโครงในทุกวันศุกร์ เป็นช่วงเวลาที่คุณครูประจำชั้นจะหยิบยกโครงงานในห้องของตัวเองมาบอกเล่าแลกเปลี่ยน ทั้งกระบวนการ ความสำเร็จ ข้อติดขัด และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ วงประชุมที่ดำเนินไปด้วยบรรยากาศของการรับฟังกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน แนะนำช่วยเหลือกัน ครูได้สะท้อนย้อนมองตัวเอง ฟังเพื่อน ๆ ช่วยสะท้อน แล้วนำไปพัฒนาตัวเองต่อไป

ปัจจัยสุดท้ายคือระบบการนิเทศห้องเรียน โดยครูผู้บริหารหรือครูห้องอื่น ซึ่งจะเป็นอีกมุมมองที่ช่วยสะท้อนให้ครูมองเห็นตัวเอง นอกเหนือจากมุมมองของครูคู่ห้องที่สะท้อนกันเป็นประจำอยู่แล้ว

การที่คุณครูได้เห็นได้สะท้อนตัวเองบ่อย ๆ ทั้งจาก Documentation วงประชุมทุกวันศุกร์ การนิเทศห้องเรียน การสะท้อนจากผู้บริหารและเพื่อนครู ที่ไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครูได้เห็นตัวเองและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เราทำให้เด็กรู้สึกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา เราก็ทำให้ครูรู้สึกแบบนี้เช่นกัน”

จากวันที่ผู้บริหารและคุณครูพากันเข้าไปในวันนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน ถึงวันนี้ทุกคนได้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ งอกงามในตัวของเด็ก ๆ แต่ละคนแต่ละรุ่น ที่เติบโตมาเป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ กล้าตั้งคำถามแล้วหาคำตอบ ซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ที่จะติดตัวเขาไป และทำให้การเรียนรู้ไม่จบแค่ในโรงเรียน

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ผู้บริหารก็พาคุณครูเข้าป่าอีกครั้งเพื่อทบทวนตัวเอง ให้แน่ใจว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนยังดำเนินไปตามปรัชญาที่ว่า เด็กทุกคนเกิดมามีศักยภาพ

“เราบอกว่าเด็กทุกคนเกิดมามีศักยภาพ เราต้องเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ว่าเด็กมีศักยภาพ”

เพราะถ้าครูเชื่อว่าเด็กมีศักยภาพ ครูจะฟังเด็ก ถ้าครูเชื่อมั่นว่าเด็กมีศักยภาพ ครูจะเปิดพื้นที่เปิดโอกาสให้เด็กได้สงสัยใคร่รู้ ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ ถ้าครูเชื่อมั่นว่าเด็กมีศักยภาพ เด็กก็จะเชื่อมั่นว่าตัวเขาเองมีศักยภาพ”

Arrow