ศิลปะการเป็นโค้ชแก่เพื่อนครูและลูกศิษย์

เรียบเรียงจากการบรรยายของ รศ.ประภาภัทร นิยม ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

          การเป็นโค้ชนั้นไม่ยาก แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน อีกทั้งมีจุดร่วมกับความเป็น ‘ครู’ คือเป็นบุคคลที่เข้าใจ หวังดี เมตตา ให้กำลังใจ รวมถึงการคอยให้คำปรึกษาที่ดีแก่เพื่อนครูหรือลูกศิษย์ได้ แต่การเป็นโค้ชก็แตกต่างจากบทบาทครูทั่วไป เพราะโค้ชคือผู้เฝ้าสังเกตการณ์และเสริมศักยภาพให้คนในทีมไปไกลกว่าตนเอง ขณะเดียวกัน การสังเกตก็ทำให้โค้ชเองเรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้ทะลุปรุโปร่งขึ้น การเป็นโค้ชจึงจำเป็นต้องมีศิลปะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อผู้อื่นและตนเองด้วย


ศิลปะการเป็นโค้ช

1.มีสายตาหาเรื่อง

คนเป็นโค้ชต้องมีสายตาหาเรื่องคือ สังเกตการณ์แล้วมีเรื่องราวมาสะท้อนได้ มองเห็นจุดได้จุดเสีย รวมถึงผลสำเร็จว่ามีอะไรบ้าง น่าชื่นใจอย่างไร

3.ชมให้เป็น

เมื่อเจอจุดดีแล้วต้องรู้จักชม เพราะถ้าการแนะนำเริ่มต้นที่ชี้จุดด้อย คนฟังย่อมหมดกำลังใจ อย่างไรก็ตาม การชมในที่นี้ต้องชมให้ถูก หมายถึงอย่าใช้คำกว้างๆ ทั่วไป เช่น เยี่ยมเลย เก่งจังเลยท่านเชื่อไหมว่าทุกๆ การกระทำไม่ว่าครูหรือเด็กทำนั้น ต้องมีจุดดี? “เชื่อ” ถ้าเชื่อ งั้นก็ต้องหาให้เจอ ชมคำอื่นดู “ทะมัดทะเม่ง” “จับได้พอดีเลย” ศิลปะของการชม ชมให้ถูก อย่าไปชมแบบที่ว่าเก่งจังเลย เยี่ยม “คำชมแค่นี้ไม่พอสำหรับความพยายามของคนทำ” เพราะกว่าเขาจะพยายามทำได้ ล้มก็ทำต่อ ไม่ล้มเลิก จุดนี้ควรชมที่สุด เปลี่ยนจาก fixed mindset มาเป็น growth mindset ไม่ย่อท้อกับความล้มเหลว ไม่หวั่นไหว สามารถที่จะยืนอยู่ได้ ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองที่ทำไม่สำเร็จ ขณะเดียวกัน หัวใจของผู้ที่ชมเป็นต้องจริงใจ เมื่อจริงใจแล้วใจจะซื่อตรง มีความสบายใจ ใจจะเปิดออก เมื่อใจผู้ชมเปิด ใจผู้ที่รับคำชมจะเปิดตาม แต่ถ้าใจผู้ชมปิด ใจคนฟังก็ปิด เพราะฉะนั้น ก่อนชมใครต้องกลับมาตรวจสอบใจตัวเองก่อน เมื่อหาจุดดีเจอ ชมผู้อื่นได้ จิตใจของโค้ชก็จะดีขึ้น เบิกบานขึ้นด้วย นั่นแปลว่าโค้ชยกระดับจิตใจตัวเองไปพร้อมผู้ที่รับคำชมด้วย

5.เป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้

การเป็นครูโค้ชไม่ได้หมายถึงการอยู่เหนือเพื่อนครูและลูกศิษย์ ตรงกันข้าม ครูโค้ชควรลดทิฐิความเป็นครูลงมาเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกับเพื่อนครูและลูกศิษย์ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกด้อยกว่าจนกลายเป็นคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว และเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เพื่อนครูและลูกศิษย์เจอได้อย่างถ่องแท้จนแนะนำได้จริง

2.มองให้เจอจุดดี

สิ่งที่จะทำให้คนอื่นรับฟังโค้ชคือ โค้ชต้องเข้าใจเพื่อนครูและลูกศิษย์ หลังจากนั้นก็มองหาจุดดีของแต่ละคนให้เจอ

4.พาผู้เรียนกลับสู่การเรียนได้เสมอ

ในการเรียนแบบ active learning ซึ่งเป็นการเรียนปลายเปิดผ่านการลงมือทำ มีโอกาสที่เด็กจะไม่ได้เรียนไปตามแนวทางที่ครูโค้ชต้องการแต่ฉีกแนวไปตามความสนใจ  สิ่งที่ครูต้องทำคือรับฟังอย่างใจเย็น แล้วมองให้เห็นและเข้าใจภาพรวมของเรื่องที่กำลังสอนเพื่อดึงเด็กกลับสู่การเรียนรู้ได้ ไม่ว่าเด็กจะเริ่มต้นสนใจจากประเด็นไหนในเรื่องนี้ก็ตาม

Arrow