สอนให้เด็กเก่งหรือสอนให้เด็กมีความสุข

สิ่งที่ครูคนหนึ่งได้เรียนรู้จากการสอนปั้นดินในโรงเรียนรุ่งอรุณ

สอนให้เด็กเก่งหรือสอนให้เด็กมีความสุข
ชัชวัสส์ นาคคุ้ม

          โรงเรียนรุ่งอรุณคือโรงเรียนที่มีการศึกษาแบบองค์รวมหรือ Holistic Learning ซึ่งเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้เป็นหัวใจหลัก การสอนของที่นี่จึงเน้นเชื่อมโยงกับชีวิตจริงมากกว่าสอนจากตำรา และให้ความสำคัญกับ ‘คุณค่า’ หรือประโยชน์แท้จริงต่อชีวิตของวิชานั้นซึ่งเป็นมิติที่มักขาดหายไปจากการศึกษาปกติ นอกจากนั้น รุ่งอรุณยังไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ตัวผู้เรียน แต่ยังใส่ใจสร้างครูโดยมองว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ชี้นิ้วสั่งสอน แต่เป็นผู้ช่วยให้ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กๆ เปล่งประกายมากกว่าการเป็นโรงเรียนของเด็ก ที่นี่จึงเป็นโรงเรียนของครูด้วยและสิ่งที่ครูแต่ละคนได้เรียนรู้ก็น่าสนใจไม่แพ้สิ่งที่เด็กๆ ได้รับ ด้านล่างนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับครูโต้-ชัชวัสส์ นาคคุ้ม คุณครูจากชั้นเรียนวิชาปั้นดินซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเลือกเสรีที่รุ่งอรุณเปิดให้เด็กๆ เลือกเพื่อค้นหาความถนัดของตัวเอง 9 ปีในห้องเรียนรุ่งอรุณให้อะไรกับครูโต้บ้าง คำตอบอยู่ด้านล่างนี้แล้ว

สอนแล้วย้อนดูตัว

          โรงเรียนรุ่งอรุณผสานการศึกษาแบบองค์รวมเข้ากับหลักธรรมของพุทธศาสนาซึ่งเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้เช่นเดียวกัน หนึ่งในหลักธรรมเหล่านั้นคือ โยนิโสมนสิการ หรือการคิดให้ถ้วนถี่รอบด้าน หลักธรรมนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ฝึกฝนแค่กับนักเรียน แต่ครูเองก็ต้องนำมาใช้เพื่อพัฒนาตัวเอง “โยนิโสมนสิการคือการย้อนมาดูเพื่อให้เข้าใจตนเอง กลุ่มครูศิลปะจะชวนกันทำสิ่งนี้ทุกภาคการศึกษา คนที่เรียนศิลปะมีตัวตนสูง มั่นใจในตนเองสูง ก็จะมีชุดความคิดความรู้เยอะมาก แต่อย่างหนึ่งที่ไม่มีคือการย้อนกลับมาดูว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เด็กครอบคลุมไหม พูดเรื่องภายในจริงไหม” ครูโต้อธิบาย “เรารู้สึกว่าอยากหาคำตอบในการสอน เราสอนไปเพื่อให้เด็กปั้นสวย สอนให้มีประสบการณ์แล้วจบ หรือเพื่ออย่างอื่น การทำโยนิโสมนสิการในแบบเราเริ่มตั้งแต่เปรียบเทียบความรู้ที่ได้มากับการปฏิบัติ เราเรียกว่าทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง ทดลอง ลงมือทำ แล้วต้องเข้าใจว่าโยนิโสมนสิการไม่ใช่การเลียนแบบ เราเห็นเพื่อนครูตอบ เราก็จะตอบแบบนั้นบ้าง มันไม่ใช่ เราต้องกลับไปดูตัวเองว่าเราเข้าใจไหม”

ระหว่างทางที่ค่อยทบทวนตัวเอง ครูโต้บอกเราว่าเขาได้ค้นพบบทเรียนมากมาย “เวลาเราทำโยนิโสมนสิการ ก็มีเพื่อนครูชี้ให้เห็นอะไรหลายอย่าง เช่น เด็กมาเรียนแล้วได้ทักษะ เก่งขึ้นแน่ๆ แต่การปั้นได้ดีขึ้นก็อาจได้รับคำชมจากเพื่อน ครู พ่อแม่ หรือได้คะแนนที่ดีขึ้น ผลตอบรับมา มันก็ทำให้มีตัวตนและมั่นใจมาก แล้วเขาจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง เราก็ต้องสอนเขา บางคนพอมีตัวตนเยอะก็ไม่ฟังกัน พอเป็นแล้วไม่เห็นคนอื่น ไม่เห็นตัวเอง แต่การทำงานศิลปะเป็นการเข้าไปเห็นความงามที่ตนเองทำ แต่ถ้าคนทำงานศิลปะไม่เห็นตัวเองหรือไม่ทันเห็นความงามก็จะไม่เข้าใจมัน “นอกจากนั้น เวลามีเสียงตอบรับจากคนที่มาดูผลงานเด็กว่างานดีมาก ทำไมเขาบอกว่าดี เราไม่เห็นว่าดีเลย  เพราะเราเคยไปหลายประเทศ เคยเห็นงานมากเยอะ ความคิดเยอะไป สวยและดีของเราเป็นแบบนี้ แต่สวยและดีของเด็กจะเป็นแบบนี้ ผู้ปกครองเป็นอีกอย่าง เราก็มองว่าถ้าไปทำความเข้าใจกับคำว่าสวย คำว่าดี จะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่ความรู้แต่เป็นเรื่องคุณค่า” เมื่อการทบทวนตัวเองเกิดขึ้นสม่ำเสมอ พร้อมกับที่เด็กเติบโต ครูผู้ร่วมชั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป

สอนแล้วเปลี่ยนแปลง

          ในปีที่ 9 ของการเป็นครูวิชาปั้นดินของรุ่งอรุณ ครูโต้ย้อนทบทวนสิ่งที่แตกต่างไปให้เราฟัง “ปีที่ 1 เราอยากสอนมากแต่ไม่รู้จะสอนยังไง ที่นี่เพื่อนครูไม่เคยบอกว่าวิธีสอนแบบที่เราใช้ในมหาวิทยาลัยมันผิด ไม่เปลี่ยน ไม่ครอบงำ ให้เราเห็นธรรมชาติในตนเองว่าจะถ่ายทอดออกมาแบบไหน ปีที่ 1 ลำบาก อยากออกทุกวัน ไม่มีอะไรยากนะ แต่เพราะเราไม่รู้จักใจตนเอง สิ่งที่รู้จักมากที่สุดในตอนนั้นคือ ความเก่ง ทำงาน และทำงาน “เด็กที่เข้ามาเรียน  80 %  คือรู้ว่าตัวเองจะเจออะไร 10 % เข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเจออะไร อีก 10 % เข้ามาแล้วแต่ไม่อยากทำตามแผน เราไม่เคยสนใจ 20 % หลังนี้ ไม่เคยฟังจริงๆ รู้แต่ว่าหน้าที่เด็กคือทำเพราะเลือกวิชานี้มาแล้ว เป็นวิชาเลือกเสรี แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้เป็นวิชาเลือกเสรีจริงๆ เพราะเริ่มต้นก็ไม่ได้ฟังแล้ว” แต่เมื่อยังคงไม่ถอดใจและหมั่นทบทวนตัวเอง แม้จะสอนวิชาเดิม สายตาที่ครูโต้มองงานของตัวเองก็เปลี่ยนไป “ในปีที่ 5  เราเริ่มสนใจ 20 % หลัง  ในปีที่  6 – 9 ทุกคนอาจเลือกสอนเด็กที่เป็นแล้วเพราะง่าย แต่เราเริ่มมีการทดลองไปเอาคนที่กำลังจะเป็นมา แล้วก็เอาคนไม่เป็นมาสอน ซึ่งก็เหมือนเราได้เรียนใหม่ แล้วเราก็ได้ย้อนคิดว่าครูเป็นแค่ผู้สอน เป็นแค่ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่า จริงๆ แล้ว เด็กที่ทำไม่เป็นต้องทำเป็นไหม ทำไม่เป็นได้ไหม แค่มีความสุขกับสิ่งที่ทำไม่ได้เหรอ ถ้าเด็กอยากเป็นสักวันจะไม่เป็นเชียวเหรอ บังคับเด็กทำ สามร้อยใบจะไม่เก่งขึ้นเลยเหรอ แต่เราอยากทำให้คนทำงานปั้นเก่งหรืออยากทำให้คนสนุก มีความสุขกับงานปั้น” แล้วในตอนนี้นี่เอง คำถามหลักในใจว่า ‘สอนเด็กเพื่ออะไร’ ของครูโต้ก็ได้รับคำตอบ

สอนแล้วค้นพบ

          “เราอยากให้เด็กเรียนแล้วมีความสุข” ครูโต้สรุปสิ่งที่ตกผลึกให้เราฟัง  “เมื่อก่อนเด็กต้องทำตามโจทย์ก่อนแล้วอยากทำอย่างอื่นค่อยทำ แต่เราตั้งคำถามว่าถ้าทำอย่างอื่นก่อนแล้วกลับมาทำโจทย์ได้ไหม เหมือนเราห้ามเด็กอย่ากินขนมก่อนกินข้าวเพราะเดี๋ยวกินข้าวไม่ลง แต่สิ่งที่เราได้จากปีที่ 8 – 9 ของการสอนคือ ประโยคเหล่านี้เราเป็นคนตัดสิน เด็กเขาไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นอย่างนั้น” วิชาสอนปั้นดินของครูโต้จึงเป็นห้องเรียนที่ไม่ได้มองไปที่ก้อนดินเหนียวหรือแป้นหมุน แต่สบตากับเด็กแต่ละคนอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่ตัวเนื้อหาวิชา แต่รวมถึงบทสนทนากับผู้เรียน “ที่ผ่านมาตอนวางแผนการสอนเราไม่เคยเห็นเด็กเลยนะ ไม่รู้เลยว่าเด็กจะเป็นยังไง เป็นแค่เรื่องความรู้ทางศิลปะ ถ้าคุณทำได้ตามนี้คุณจะได้คะแนน แต่ทักษะนี้พูดเรื่องอะไรล่ะ เราเลยสอนเด็กโดยการตั้งคำถาม ชวนคุยบ่อยๆ เช่น เธอเห็นอะไร ทำไมถึงทำ ทำไมถึงเขียนสวยแบบนี้ ที่จริงเราไม่ต้องได้คำตอบหรอก แต่เด็กต้องตอบให้ตัวเองฟัง เด็กที่โดนถามแบบนี้บางคนก็เสียใจที่ตอบไม่ได้บ้าง งงบ้าง  แต่เด็กทุกคนเขียนตอบได้ดี” นอกจากปั้นดินอย่างมีความสุข เด็กๆ จึงได้รับการจับจูงไปถึง ‘คุณค่า’ ที่ซ่อนอยู่ในรายวิชานี้ เช่นเดียวกับทุกวิชาของโรงเรียนรุ่งอรุณ “ถ้าถามว่าต่อไปจะสอนแบบไหน เราจะชวนให้สำรวจพื้นที่ข้างในตนเอง ถ้าเราทำข้างในสวย ข้างนอกก็จะสวยตาม เหมือนงานปั้นที่ข้างในเรียบร้อยแล้วค่อยมาแต่งข้างนอก” ครูสอนปั้นดินทิ้งท้ายถึงการเดินทางที่อยากพาเด็กๆ ในห้องเรียนของเขาไปด้วยกัน

Arrow