บนเส้นทางพัฒนาเด็กยุคใหม่ ครูต้องกล้าๆหน่อย

บนเส้นทางพัฒนาเด็กยุคใหม่ ครูต้องกล้าๆหน่อย

เมื่อ 36 ปีก่อนโรงเรียนในแนวบูรณาการ หรือโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-centered ) หรือถ้าเป็นโรงเรียนอนุบาล ก็จะถูกเรียกว่าโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม

ณ วันนั้น โรงเรียนรูปแบบเหล่านี้มีอยู่น้อยและหายากมาก  ที่พอจะมีอยู่บ้าง ก็คือ โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ชานเมือง ย่านสำโรง-เทพารักษ์ ในสมัยนั้นยังเดินทางกันทางคลองสำโรง  ถนนหนทางก็ยังไม่ดี และแน่นอนว่ารถไฟฟ้า BTSยังไม่ได้ไปถึง  โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์เป็นโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ด้านหลังโรงเรียนอยู่ติดกับคลองสำโรง เป็นโรงเรียนที่กล้าประกาศตัวเองว่า ไม่ใช่โรงเรียนแนวเร่งเรียนเขียนอ่าน  แต่เป็นโรงเรียนแนวบูรณาการที่เน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติ learning by doing  ตามสโลแกนโรงเรียนที่ตั้งไว้ว่า “ เรียนเล่นสมวัย ชีวิตก้าวไกลเพราะเริ่มต้นดี ”

จากความตั้งใจของคุณปู่ล้อม และ คุณย่ามณเฑียร ไหลมาที่อยากสร้างพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กเล็ก ในบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ครูต้อง (อ.ต้องจิตต์ จิตดี) ผู้เป็นหลาน จึงได้สานต่อ ความตั้งใจและได้ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ จัดการเรียนการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างมีความสุข ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย จนปัจจุบันนี้ ลูกสาวคือ ครูเพลง – ต้องตา จิตดี เข้ามาช่วยครูต้อง บริหาร จัดการอีกแรง นำเอาความรู้ด้านดนตรี และนำกิจกรรมสนุกๆ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หลักสูตร วิชาใหม่ที่เหมาะกับยุคสมัยมาเติมเต็มให้เด็กๆ และยังมีครูคนรุ่นใหม่อีกหลายคนทีเดียว

ภาพอนุบาลเทพารักษ์_๒๐๑๒๐๗_13
ภาพอนุบาลเทพารักษ์_๒๐๑๒๐๗_6

เช่น ครูไหม (ศุลีพร  ทรัพย์ประเสริฐ) ศิษย์เก่ารุ่นแรกๆ ของอนุบาลเทพารักษ์ จบปริญญาโทด้าน Art Education จาก University of Wisconsin, Madison USA ครูไหมมีความสนใจในการสอนศิลปะ สำหรับเด็ก จึงแบ่งเวลาจากงานประจำ มาช่วยสอนเด็กๆ ด้วยใจ นอกจากการส่งเสริมศิลปะแล้ว ที่โรงเรียนยังมีการส่งเสริมกิจกรรม การเคลื่อนไหวผ่านดนตรีแนวออร์ฟ รวมถึงคลาสการแสดงสำหรับเด็ก ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตัวเอง

ที่ผ่านมาโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ได้ใช้นวัตกรรมหลักในการจัดประสบการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กคือ การสอนแบบโครงงาน (Project Approach) และล่าสุดในปีการศึกษา 2563 นี้ โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ได้เสนอให้ครูกล้าหาญที่จะปรับเปลี่ยนการจัดทำโครงงานรูปแบบเดิมที่เป็นกลุ่ม มาเป็นโครงงานเดี่ยวรายคน  ขอเน้นว่านี่คือโรงเรียนอนุบาล ไม่ใช่ระดับประถมหรือมัธยม และไม่ใช่โครงงานหรือโปรเจคที่ครูต้องการให้เด็กๆ ทำ หรือเด็กๆ ทำร่วมกันทั้งห้องเรียนเช่นที่เราเห็นอยู่ในโรงเรียนทั่วไป ที่ก็อาจมีเด็กๆ บางคนไม่สนุก ไม่ได้สนใจในโปรเจคของห้อง
ครั้งนี้จึงเป็นก้าวแรกอีกก้าวหนึ่งของเด็กๆ นักเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ตั้งแต่ระดับชั้นอ.1-อ.3 ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และสนุกกับโปรเจคที่ตนสนใจได้อย่างแท้จริง

Individual Project Approach …โครงงานรายบุคคลของเด็กอนุบาล

เด็กๆ อนุบาลโดยทั่วไป มักจะเรียนรู้ด้วยกระบวนการผ่านโครงงานพร้อมๆ กันทั้งห้องเรียน  แต่ที่นี่หลังจากปรับเปลี่ยนมาหลายแบบ  จนปัจจุบัน เป็นปีแรกที่เด็กสามารถทำโครงงานรายบุคคล ตามความสนใจของเด็ก โดยครูไม่กดดันในเรื่องเวลา เรื่องความสำเร็จ หรือถ้าเด็กยังไม่พร้อมจะสร้างโปรเจคออกมา ก็รอได้  และยังเป็นโปรเจคที่เด็กๆ ได้ทำร่วมกับพ่อแม่ อีกด้วย

ครูจิ๋ว – ธนพร  เอี่ยมสมุทร  ผู้บริหารโรงเรียนอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้ดูแลภาพรวมด้านวิชาการ การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาครู เล่าให้ฟังถึงแนวคิดและบทบาทหน้าที่ของครูอนุบาลเทพารักษ์  ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า

“ ครูต้องมีสายตามองเห็นการเรียนรู้ของเด็ก visible learning ที่เกิดขึ้น ครูได้เปิดพื้นที่ให้เด็กทำ โครงงาน โดยที่ครูให้ความสำคัญกับโครงงานของเด็กทุกคน  ซึ่งในการทำโครงงานโดยทั่วไป ครูมักเอาความสนใจของเด็กๆ นำมาโหวตกันว่าโครงการของใครจะน่าสนใจที่สุด ในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจจะมีเด็กหลายคนอาจจะไม่ได้ทำโครงงานที่ตนชอบ ”

ครูของอนุบาลเทพารักษ์เชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้  เด็กทุกคนสามารถทำโครงงานได้  สามารถสร้างการเรียนรู้  เป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ ในสิ่งที่เหมือน กันทุกคน

“เด็กจะได้แสดงออกในสิ่งที่เขารู้  และทำได้ด้วยตนเอง  ไม่ใช่ต้องแสดงตามคำบอก ตามสั่ง หรือต้องเหมือนเพื่อนคนอื่น เขาจะภูมิใจในสิ่งที่เขาคิด เขาอาจไม่เหมือนใคร ก็ไม่ผิด ไม่เป็นไร”  ครูจิ๋วบอกเราว่ากระบวนการเรียนรู้แบบนี้จึงทำให้เด็กๆที่นี่จึงมีอิสระทั้งความคิด และการแสดงออก

กระบวนการพัฒนาโครงงานรายบุคคล

ขั้นแรก ครูมีหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก  ชวนเด็กๆ มาเล่าเรื่องประทับใจให้เพื่อนๆ ฟัง ครูจะบันทึกความสนใจของเด็กแต่ละคนไว้   แล้วช่วยเด็กทำแผนที่ความคิด(web map) ออกมา  โดยที่ครูย่อยขั้นตอนการเรียนรู้ออกมา บอกเล่าสื่อสารให้กับพ่อแม่รับทราบไปพร้อมกัน เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจและพร้อมที่จะสนับสนุนลูก

ขั้นพัฒนาโครงงาน  ครูออกแบบกระบวนการเรียนรู้และแบ่งขั้นตอนการเรียนรู้การทำโปรเจค ทำไปทีละขั้นๆ เด็กๆจะค่อยเรียนรู้ตามลำดับ  ในขณะที่ครูเองก็บอกกล่าวไปยังพ่อแม่ว่าเด็กๆ กำลังทำเรื่องนี้ อยากให้พ่อแม่ช่วยสนับสนุนอะไร  อย่างไร

ขั้นการนำเสนอโครงการ  เด็กๆ นำเรื่องราวที่ตนเองสนใจ ค้นคว้า ศึกษามา แล้วนัดวันนำเสนอให้ครูและเพื่อนฟัง

ขั้นตอนการสรุปประเมิน   เด็กจะประเมินตัวเองว่าเป็นอย่างไร ที่ทำไปพอหรือไม่ ภูมิใจไหม หรือมีปัญหาอะไร ในขณะที่ขั้นตอนนี้ครูก็จะประเมินพัฒนาการและทักษะต่างๆที่เด็กได้เรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายหรือไม่

แน่นอนว่าการทำโครงงานรายบุคคลนี้เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านการลงมือปฏิบัติ การศึกษา สำรวจ เด็กๆได้สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ในส่วนของครูก็เรียกได้ว่าเป็นการทำแผนการเรียนการสอนรายบุคคลเลยทีเดียว  โครงงานหนึ่งที่คุณครูและเด็กๆ ในโรงเรียน ยังประทับใจอยู่ก็คือ เด็กคนหนึ่งสนใจเรื่องการเลี้ยงม้า การบังคับม้า เขาเรียนขี่ม้าอยู่  จึงถึงขั้นนำม้ามาสาธิตการขี่ม้าที่โรงเรียนให้เพื่อนๆ มาดู และให้คุณครูสอนขี่ม้ามาช่วยสอนเพื่อนๆด้วย

ครูต้องกล้าๆหน่อย พ่อแม่พร้อมช่วย

ครูจิ๋ว เล่าถึงเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้เป็นการทำโครงงานรายบุคคลในปีนี้ว่า

“ จริงๆ แล้ว เราก็คิดกันมานานสักระยะหนึ่งแล้ว  ส่วนใหญ่เขาทำโปรเจคกันเป็นรายห้องเรียน  ไม่กล้าหาญที่จะหลุดออกมา เราบอกกับครูว่า ครั้งนี้เราขอ จะผิดถูกหรือล้มเหลวก็ได้ เด็กๆอาจจะทำไม่ได้ครบทุกคน ก็ไม่เป็นไร เราต้องกล้าหาญ  ในขณะเดียวกันครูเองก็จะไม่ได้รู้สึกกดดันจากผู้บริหาร  ต้องทำผลงานของตัวเองออกมา เราแค่อยากให้กระบวนการเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นให้ได้ เราต้องกล้าๆหน่อย”

จากกระบวนการเรียนรู้เป็นรายบุคคลนี้  โรงเรียนวาดหวังว่าอยากเห็นเด็กๆ มีอิสระทางความคิด ไม่ถูกครอบจากครู เด็กจะเห็นได้ว่าครูไม่ใช่ผู้สอนความรู้ ความรู้มีอยู่ทั่วไป ไม่จำเป็นที่ความรู้ต้องเกิดจากการสอนของครูเท่านั้น

โครงงานรายบุคคลครั้งนี้  ส่วนสำคัญหนึ่งก็คือพ่อแม่ที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในโครงงานของลูกด้วย  การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่เป็นอย่างมาก เพราะพ่อแม่ก็อยากเห็น ลูกมีอิสระทางความคิดเช่นกัน พ่อแม่จึงยินดีที่จะร่วมมือ นับว่าช่วยคุณครูได้มากทีเดียว  เดิมทีครูเองกลัวว่าจะรบกวนพ่อแม่  พ่อแม่จะไม่ร่วมมือ พอเอาเข้าจริงพ่อแม่กว่า 80 % ยินดีให้ความช่วยเหลือครูอย่างมาก

ในส่วนของการเตรียมการพัฒนาครูให้มีความพร้อมกับการเรียนรู้ด้วยกระบวนการนี้  ครูจิ๋วบอกว่า

“ ครูเขารู้ว่าผู้บริหารยินดีที่จะช่วยเขา อะไรที่ยาก พี่ก็จะเข้าไปช่วยคุยกับพ่อแม่บ้าง ให้พ่อแม่เข้าใจมากขึ้นว่าการเรียนรู้แบบนี้ ลูกๆจะได้อะไร  พร้อมกับให้กำลังใจครู  เพราะรู้ว่าครูต้องเหนื่อยมากขึ้นในการจัดการเรียนรู้รายบุคคล ต้องเตรียมการเยอะมาก  เราต้องทำให้ครูเชื่อว่า เขาทำได้ ไม่ต้องกลัวผิด  ไม่ถูกกดดัน

ถ้าเรากดดันครู ครูก็จะไปกดดันเด็ก พอครูเขารู้สึกอิสระ เขาก็จะไปให้อิสระกับเด็กต่อไป ”

“ครูของเราตอนนี้เป็นเด็กรุ่นใหม่ เราต้องฟังเขาเยอะๆ และฟังอย่างไม่ตัดสิน  เราไม่ฟังครูไม่ได้เลยนะ พี่จะแค่ให้คำแนะนำ ครูจะได้โอกาสทดลองทำหมดทุกอย่าง ยกเว้นแค่เรื่องที่เป็นอันตราย  อย่างเวลาครูเอาแผนการสอนมาส่ง พี่ก็จะเดินไปคุยกัน  อาจเขียนแนะนำนิดหน่อย แต่ให้เขาไปหาทางแก้ไขเพิ่มเติมด้วยตนเอง ”

“ ที่นี่คุณครูอยู่กันยาวนานเป็นหลายสิบปี  และตอนนี้มีครูรุ่นใหม่ๆเข้ามาเสริมทีม อย่างคุณครูศิลปะ  ครูดนตรี หรือครูที่จบด้านครีเอทีฟดรามาก็มี  เราก็ทำให้ครูทั้ง 2 รุ่น 2 เจนเนอเรชั่น เสริมกันได้ ”

ครูเพลง ในฐานะครูคนหนึ่ง และในฐานะลูกสาวเจ้าของโรงเรียนที่รู้สึกว้าวกับเด็กๆ จึงได้เข้ามาสนับสนุนการทำงานของในโรงเรียนหลายๆด้าน  การมีอายุอานามใกล้เคียงกับเพื่อนครูรุ่นใหม่ จึงสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์กันได้  ฝันหนึ่งของครูเพลงก็คือในอนาคตอยากเห็นโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์เป็น  Creative Kindergarten

ส่วนครูไหม  ศิษย์เก่ารุ่นแรกๆของโรงเรียนที่เข้ามาเป็นครูศิลปะ  เสริมว่า“ ในฐานะที่หนูเป็นครูใหม่ที่เข้ามาทำงานไม่นานนัก บางครั้งเรามีไอเดียที่อยากนำเสนอ ผู้บริหารก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำ ให้แนวทาง ช่วยเรามอง  บางครั้งส่งไปเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม  หนูคิดว่าหนูได้เรียนรู้มากขึ้น ได้พัฒนาในหลายมิติ ”

เสียงหัวเราะของเด็กๆ แว่วเข้ามา แม้จะถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว  แต่เด็กๆ ยังคงวิ่งเล่น ปีนป่ายบ้านต้นไม้  วิ่งไล่จับกันกลางสนามหญ้า  ความสุขในการเล่นและการเรียนรู้ที่โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์นั้นเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ

Arrow