วิถีสู่การเป็น ‘แม่ครู’

เส้นทาง ‘ภายใน’ ที่ฝึกให้ครูออกเดินเพื่อไปสู่การเป็นครูที่สมบูรณ์

วิถีสู่การเป็น ‘แม่ครู’ : สุนิสา ชื่นเจริญสุข

          โรงเรียนรุ่งอรุณเชื่อมั่นว่า ‘ชีวิตคือการเรียนรู้’ การเรียนการสอนของที่นี่จึงถูกจัดวางให้สัมพันธ์กับ ธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์ และไม่ใช่แค่แผนการสอน แต่ ‘ครู’ คือชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้การเรียนรู้ ในแต่ละวิชาบรรลุถึงเป้าหมาย การเป็นครูจึงมีกระบวนการทำงานที่พิเศษ ทางโรงเรียนมีเครื่องมือหลากหลายสำหรับฝึกฝนครู
.
ไม่ว่าจะเป็น ‘เป้าหมาย’ ของโรงเรียน นั่นคือชีวิตคือการเรียนรู้หรือการศึกษาที่มีชีวิตเป็นตัวตั้ง ‘หลักธรรม’ ที่เรียกว่ากัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการหรือการฝึกคิดให้รอบด้าน ‘ชุมชนครูมืออาชีพ’ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ครูได้พูดคุย ทบทวนตัวเอง และช่วยขัดเกลาผู้อื่น
.
นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง ‘ระบบเพื่อนครู’ หรือระบบที่ครูช่วยดูแลประคับประคองเพื่อนร่วมวิชาชีพเดียวกัน โครงสร้างระบบเพื่อนครูเริ่มจาก ‘ครูใหญ่’ เป็นผู้ดูแลฝึกฝนกลุ่ม ‘ครูโค้ช’ ที่เปรียบเหมือนโค้ชของเพื่อนๆ แล้วครูโค้ชแต่ละคนก็ใช้ความรู้ไปดูแลครูประจำชั้นจนถึงครูฝึกสอน จุดหมายการฝึกครูคือการพาครูไปสู่ความเป็นครูที่สมบูรณ์ นอกจากแตกฉานในวิชาการ สิ่งสำคัญคือเป็นมนุษย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการนำลูกศิษย์ไปถึงฝั่ง ด้านล่างนี้คือบทสนทนาของเรากับครูโม-สุขนิสา ชื่นเจริญสุข ผู้อำนวยการฝ่ายอนุบาลโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้ดูแลระบบเพื่อนครูถึงเส้นทาง ‘ภายใน’ ที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น เส้นทางที่ครูทุกคนจะจับจูงมือกันไป


ปิดช่องว่างระหว่างครูและศิษย์
.

ครูโมเริ่มต้นด้วยการชวนเรามองปัญหาสำคัญที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ระหว่างครูและศิษย์ เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น สิ่งนั้นเรียกว่า ‘ช่องว่าง’ “ช่องว่างระหว่างครูและศิษย์คือการอยู่คนละจุด ครูกับเด็กมีวิธีการและการมองเป้าหมาย คนละแบบ เลยเป็นช่องว่างที่ต่างพยายามดึงไปหาตนเอง โดยเฉพาะผู้ใหญ่มักจะใช้อำนาจดึงเด็กให้ทำ ในมุมตนเอง แต่เด็กไม่เข้าใจเพราะไม่ได้อยู่ในมุมนั้น คนเป็นครูต้องเห็นช่องว่างนี้ เพราะเราทำงาน กับมนุษย์ และชีวิตมนุษย์คือการเรียนรู้ ซึ่งการเห็นช่องว่างที่ว่าคือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นข้างใน” ขั้นตอนแรกสุดสู่การเป็นครูที่สมบูรณ์ต้องเริ่มจากการปิดช่องว่างนี้ ซึ่งครูโมบอกว่าครูต้อง เปิดเปลือยและฝึกฝนตัวเองถึงจะขจัดช่องว่างได้สำเร็จ
.
“พอทำงานแล้วครูต้องย้อนมองเรียนรู้ตนเอง ไม่ใช่แค่รู้เรื่องงาน”
ครูโมอธิบาย
.
“เหมือนตอนที่เราให้ครูพาผู้ปกครองทำกิจกรรม เราก็จะมีโจทย์ให้ครูย้อนมองด้วยว่าเข้าใจไหม นำกลับมาใช้ที่ตัวเองได้อย่างไร แล้วก็นำมาคุยกัน มาพัฒนาตัวเอง มันก็จะทำให้ช่องว่างถูกปิดไป”เมื่อลงลึกในรายละเอียด การ ‘ปิดช่องว่าง’ คือการฝึกเปลี่ยนตัวตนที่เคยแข็งตัวให้ยืดหยุ่น เหมาะกับการสานสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กซึ่งต่างเป็นมนุษย์ “การปิดช่องว่างนี้คือการลบเหลี่ยมลบคม เป็นการลดตัวเองให้เป็น  เพราะโดยทั่วไปทุกคน จะฟอร์มตัวเองขึ้นมา มีความคาดหวัง มีตัวตน เคยชินว่าเราเป็นอะไรก็จะเป็นอย่างนั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต้องยืดหยุ่น ถ้าเรามีเหลี่ยมมีคมก็จะไปทิ่มแทงคนอื่น”
.
“ครูจะลบเหลี่ยมลบคมได้ต้องเริ่มจากดูสถานการณ์ให้ออกว่าเด็กยังสนใจสิ่งที่บอกอยู่ไหม ซึ่งถ้าเด็กไปที่อื่นแล้วแต่ครูยังอยู่ที่เดิม ยังสอนอย่างที่เคยชิน เด็กก็ไม่อยู่ไม่เอาแล้ว หลังจากนั้นก็ต้อง รู้จักฟังเป็น ฟังเด็กที่พูดกัน ถ้าไม่พูดก็ดูท่าทาง สังเกตตรงนี้ให้เห็น ไม่เอาความเคยชินของเราไปตัดสิน ถัดจากนั้นคือการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้เท่าเทียมกัน เช่น เด็กคนนี้จะมาไม้ไหน เราต้องรอรับได้ ต้องใจเย็น อย่าเพิ่งรีบสรุป จากนั้นก็ต้องรู้จักผ่อนหนักเบาให้เป็น ครูต้องมีเป้าหมาย มีแผนในการสอน แต่ถ้าผู้เรียนไม่พร้อมก็ต้องผ่อนหนักผ่อนเบาเป็นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย หรือแม้ไม่ได้สิ่งที่ตั้งเป้าไว้แต่ก็เห็นประโยชน์จากตรงนั้น ”
.
“สุดท้ายคืออดทนต่อความต้องการตนเอง อยากได้แบบนี้ จะสอนแบบนี้ แต่ต้องอดทนต้องรอเด็ก เช่น เด็กยกเก้าอี้ยังไม่ได้ ครูก็ต้องอดทนไม่เข้าไปช่วยเพราะอยากให้เด็กแก้ปัญหาเป็น ช่วยเหลือตนเองได้ หรือสอนเด็กเรื่องต้นไม้ดูดน้ำ ก็ต้องอดทนรอไม่รีบเฉลย แล้วเด็กจะหาทางเรียนรู้ ขณะที่ครูก็คอยตั้งคำถามให้ ถ้าครูปิดช่องว่างของตัวเอง เด็กจะฉลาดขึ้น”
.
ทั้งหมดคือกระบวนภายในของครูแต่ละคนที่ระบบเพื่อนครูและโรงเรียนรุ่งอรุณช่วยดูแลให้ดำเนินไปตลอดรอดฝั่ง
.
“ในชีวิตการทำงานก็จะมีการตั้งวงคุยในเชิงหาทางออกร่วมกัน หาคุณค่าของสิ่งที่ทำ แล้วหาเป้าหมายในคุณค่านั้น รวมถึงต้องฝึกสติ ครูที่นี่ต้องไปปฏิบัติธรรมในแนวทางวิปัสสนาปีละครั้ง” เมื่อช่องว่างในความสัมพันธ์ค่อยๆ ปิดลง สายตาที่เด็กมองครูย่อมเปลี่ยนไปในทางงดงามกว่าเคย

ครูในหัวใจเด็ก
.

“พอเริ่มปิดช่องว่างแล้วก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับเด็ก”
.ครูโมบอกผลลัพธ์
.
“และเนื่องจากชีวิตของเด็กเป็นชีวิตที่ใหม่สด ถ้าเราอยู่กับสถานการณ์ที่ใหม่สดและตอบสนองอย่างตรงไปตรงมา เด็กก็จะเอาเราไปไว้ในใจเอง”
.
แต่การจะเป็นครูที่เข้าไปอยู่ในหัวใจเด็กอย่างมั่นคงจำเป็นต้องใช้คุณสมบัติที่เหมาะสม
.
“ครูควรยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นและทำให้เด็กเข้าใจตัวเองได้ นอกจากนั้น ต้องเป็นเหมือน กัลยาณมิตร เปิดพื้นที่ให้เด็กได้บอกกล่าวว่าทำอย่างนั้นเพราะอะไร ให้ศักดิ์และสิทธิ์ในการใช้ชีวิต กับเด็กและทำความจริงให้ปรากฏ เช่น ถ้าเด็กขัดแย้งกันก็ต้องหาทางให้เด็กได้อธิบาย หาเหตุเพื่อให้เด็ก ได้เห็นตัวเอง ครูยังต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก จับสังเกตและประเมินเป็นรายบุคคล รวมถึงต้องรู้จักอดใจ ให้เป็น และให้เด็กอยู่ในสายตา ไม่ต้องนั่งเฝ้า แต่ต้องรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของเด็กเป็นอย่างไร อยู่ในอันตรายทางด้านร่างกายหรือจิตใจหรือไม่ สุดท้ายคือต้องมองหาความดีของเด็กให้ได้แล้วชม อย่างเป็นรูปธรรมให้เป็น”

แม่ครูผู้สมบูรณ์พร้อม
.

เมื่อสมานช่องว่างและกลายเป็นบุคคลที่เด็กยอมรับอย่างเต็มหัวใจ ‘ครู’ จะกลายเป็น ‘แม่ครู’ ที่สมบูรณ์ “แม่ครูที่สมบูรณ์จะอยู่กับคนเป็น ไม่อวดตัว พลิกแพลงสถานการณ์ได้ นำกระแสได้ ไม่พาใครไปสู่ที่ต่ำ และเรียนรู้ได้จากทุกสถานการณ์”
.
ในตอนนั้น ขอบเขตพลังของการเป็นครูจะขยายกว้างออกไปไม่เฉพาะแค่กับลูกศิษย์ในห้องเรียน
.
“การฝึกตนเองบ่อยๆ จะยกระดับครูให้รับมือกับเด็ก พ่อแม่เด็ก และผู้ใหญ่ทั่วไปได้ เป็นคนที่แนะนำผู้อื่นได้”
.และนี่คือเส้นทางภายในที่การฝึกครูของโรงเรียนรุ่งอรุณให้ความสำคัญ พูดอีกอย่างคือ โรงเรียนแห่งนี้ตั้งใจอยากสร้างครูไม่แพ้การสร้างเด็กให้เติบโตงดงาม
.
“ครูที่มาจากระบบที่คนส่วนใหญ่เติบโตมาจะถูกสอนให้คิดแบบแยกส่วน”
ครูโมกล่าว
.
“แต่ระบบการศึกษาแบบองค์รวมซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นแกนนี้ได้รับการพิสูจน์และอยู่มายาวนาน เราก็ต้องสอนครูให้รู้จักเชื่อมโยง และเป็นการสอนโดยคนที่เป็นต้นคิด มีคนคอยทดสอบทดลอง เพราะการศึกษาแบบองค์รวมคือชีวิตที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา”
คำว่าชีวิตคือการเรียนรู้จึงหมายถึงทั้งชีวิต ‘เด็ก’ และ ‘ครู’ อย่างเท่าเทียม

Arrow