หลักคิดลึกซึ้งของ Holistic Learning ที่บอกเราว่าชีวิตคือการเรียนรู้

คุยกับครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณถึงการศึกษาที่คำนึงถึงมิติความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน

หลักคิดลึกซึ้งของ Holistic Learning ที่บอกเราว่าชีวิตคือการเรียนรู้
รศ.ประภาภัทร นิยม

          เรียนเพื่อสอบ เนื้อหาในตำราไม่เข้ากับโลกภายนอก รู้จักสังคมจากในห้องสี่เหลี่ยม ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างสิ่งที่เราพบเห็นในระบบการศึกษาปัจจุบัน และเมื่อสังคมเริ่มเห็นว่าการศึกษากระแสหลักไม่ได้ตอบโจทย์หรือ ‘สร้างคน’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้คนจึงเริ่มหันมาใส่ใจแสวงหาวิธีการศึกษาเรียนรู้ในรูปแบบอื่นนั่นทำให้ Holistic Learning หรือ การศึกษาแบบองค์รวม กลายเป็นที่สนใจของหลายคน แต่คำที่เราได้ยินบ่อยครั้งนี้แท้จริงมีความหมายอย่างไรกันแน่?
.

เราได้ไปสนทนากับ รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้สร้างโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งนับเป็นสถานศึกษาแรกๆ ของไทยที่นำการศึกษาแบบองค์รวมมาประยุกต์ใช้ เพื่อหาคำตอบที่จะช่วยให้เข้าใจการศึกษาแนวนี้ได้กระจ่างกว่าเดิมและนี่คือเรื่องราวของรูปแบบการศึกษาซึ่งเกิดขึ้นโดยมีรากฐานจากเนื้อแท้ชีวิตมนุษย์

ชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต

.

          คำว่า Holistic มีรากฐานมาจาก Wholeness หรือองค์รวม Holistic Learning จึงหมายถึงการศึกษาที่เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบครบทุกมิติ ซึ่งที่จริงก็คือวิธีเรียนรู้ที่มนุษย์ใช้อยู่แล้ว เช่น เวลาเราเรียนรู้อะไร จะมีมิติของ ‘ความสัมพันธ์’ หรือการเอาตัวเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับโลกโดยตรงรวมอยู่ด้วย “พอเด็กเกิดมาปุ๊ป ธรรมชาติการเรียนรู้ปรากฏชัดมาก เช่น การเลียนแบบ การเอาตัวเข้าไปทดสอบว่าไฟร้อนมั้ย ซึ่งมนุษย์ก็จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเราคือการเรียนรู้และการเรียนรู้คือชีวิตเรา ทำให้เราดำรงอยู่ได้ รู้ว่านี่คืออะไร มีประโยชน์ยังไง จนกระทั่งนิยามและกำหนดความสัมพันธ์ ชีวิตมนุษย์เหมือนจักรกลอันหนึ่งที่ไปทำให้สิ่งต่างๆ มีความหมาย”
.

อาจารย์ประภาภัทรอธิบายเป้าหมายสูงสุดของ Holistic Learning จึงเป็นการรู้จักชีวิตและรู้จักใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิต และถ้าย้อนมองความเป็นมาของระบบการศึกษา จะเห็นว่าแต่เดิมนั้น เราเรียนรู้แบบองค์รวมกันอยู่แล้ว เพราะการเรียนสมัยก่อนเรียนจากการใช้ชีวิต เพื่อการใช้ชีวิตนั่นเอง “ในเมืองไทย เด็กผู้ชายเรียนที่วัดซึ่งพระก็ไม่ได้สอนทั้งวัน ไม่ได้สอนทุกวิชา อย่างวิทยาศาสตร์ก็เรียนเอาเอง พอไปจับปลาที่คูที่คลองก็รู้จักน้ำขึ้นน้ำลง เห็นมั้ย วิชาความรู้แบบนี้อยู่ที่ชีวิต ไม่ได้อยู่ในตำรา”
.

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณยกตัวอย่างแล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ระบบการศึกษากลายเป็นอย่างปัจจุบันคืออะไร-เราสงสัย “มันมาจากระบบอุตสาหกรรม” อาจารย์ประภาภัทรตอบ “เราต้องรับมือกับคนจำนวนมากขึ้น ต้องการระเบียบ วิธีที่ง่ายสุดก็คือเอาคนมาใส่ไว้ในห้องเป็นจำนวนมากๆ รู้สิ่งเดียวกันพร้อมกัน แล้วก็ต้องตรวจสอบ วัดผล เป็นระบบอุตสาหกรรมของการศึกษา”มองจากภายนอก ระบบการศึกษาแบบนี้น่าจะมีประสิทธิภาพ ให้ความรู้แก่คนจำนวนมากได้ในครั้งเดียวอย่างเท่าเทียม แต่หลังจากผู้คนไหลผ่านสายพานเส้นนี้รุ่นแล้ว รุ่นเล่า ปัญหาของระบบการศึกษาก็เริ่มปรากฏชัด

มนุษย์ที่เป็นโมฆะ

อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาแบบอุตสาหกรรมคือ การทำลาย ‘ธรรมชาติการเรียนรู้’
.

“พอเด็กโตขึ้นแล้วถูกเอาเข้าไปอยู่ในชั้นเรียน ถูกกรอกให้รับอย่างเดียว ไม่ต้องมีวิจารณญานกับเรื่องนั้น ก็กลายเป็นมีทักษะอย่างเดียวคือรับฟังเฉยๆ แต่ฟังแล้วเอาไปทำอะไรรึเปล่า ก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร” อาจารย์ประภาภัทรบอก
.

“เพราะฉะนั้น ระบบการศึกษาในปัจจุบันไปทำลายธรรมชาติการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว เราเรียนหนังสือนะ แต่ชีวิตเราอาจเป็นชีวิตที่ไม่เรียนรู้ก็ได้  แล้วมนุษย์ที่ไม่ได้ให้ความหมายกับอะไร ไม่ได้สะท้อนตอบต่อความหมายเหล่านั้นในทางที่ดี ในทางที่ถูก ในทางที่สร้างสรรค์ ในทางที่เจริญ เราเรียกว่ามนุษย์เป็นโมฆะ เพราะเราไม่เรียนรู้ ชีวิตเลยเป็นโมฆะ  เกิดมาเพียงเพื่อเสพ ใช้ แล้วตายไป”
.

เมื่อการเรียนรู้ตามธรรมชาติสูญหาย ผลลัพธ์คือมนุษย์เริ่มไม่รู้วิธีใช้ชีวิต “เราเริ่มเห็นแล้วว่ามันไม่เวิร์ก  People Ware หายไป คนเริ่มแข็ง เริ่มใช้ชีวิตไม่เป็น แล้วก็เริ่มตกเป็นทาสของสิ่งผลิตต่างๆ ไม่ใช่ว่าเราควบคุมมันไม่ได้นะ แต่เราควบคุมตัวเองไม่ได้ พอปัญหานี้มากขึ้น คนก็เริ่มถามหาว่าแล้วความหมายคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์อยู่ที่ไหน มีอยู่จริงรึเปล่า” อาจารย์ประภาภัทรเล่า ตอนนั้นเอง รูปแบบการศึกษาซึ่งเคยสูญหายระหว่างโลกรุดไปข้างหน้าก็คืนชีวิตอีกครั้ง

กลับสู่ความเป็นมนุษย์
.

จากการศึกษากระแสหลัก ผู้คนเริ่มแสวงหาทางเส้นอื่นจนเกิด ‘การศึกษาทางเลือก’ ขึ้น “หลังสงครามโลกครั้ง 1 Rudolf Steiner สร้างการศึกษาแบบ Waldorf ขึ้นมาในช่วงที่ทุกอย่างถูกทำลายหมด โรงเรียนก็ไม่ได้เป็นโรงเรียนเป็นแค่ที่เรียน แล้วก็เรียนคละกันด้วย อายุก็คละกัน ซึ่งสิ่งที่เรียนคือสิ่งที่ทำให้กลับเข้ามาหาคุณค่าตัวเอง เช่น เรื่องจังหวะการหายใจและจังหวะการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับระบบการเคลื่อนไหวของจักรวาล

.
แล้วก็เริ่มเกิดการศึกษาแบบ Montessori ตามมาจากปัญหาเด็กที่ถูกทอดทิ้งในสลัม เป็นการศึกษาที่ทำให้เห็นว่าแม้แต่เด็กซึ่งต้นทุนชีวิตติดลบก็พัฒนาได้ มีการฟื้นศักยภาพเด็กด้วยปกรณ์การเรียนรู้แบบทางลัด เช่น วิธีคิดแบบ mathematics ที่มองทีเดียว คุณคำนวณ 10 ยกกำลัง 3 ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นการเริ่มใส่ใจใช้สมรรถนะของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

.
อาจารย์ประภาภัทรยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เมื่อหันมามองที่เมืองไทย เรามี ‘หมู่บ้านเด็ก’ ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งช่วยฟื้นศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเด็กด้อยโอกาส โดยให้เด็กๆ ได้หัดดูแลปกครองกันเอง รวมถึง ‘โรงเรียนอมาตยกุล’ ซึ่งมีแนวคิดแบบ neo-humanist ที่เชื่อว่าการศึกษามีหน้าที่พัฒนาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม หลังจากนั้น โรงเรียนรุ่งอรุณของอาจารย์ประภาภัทรก็เกิดขึ้น เป็นโรงเรียนที่หลอมรวมแนวคิดการศึกษาแบบองค์รวมและพุทธศาสนาซึ่งเป็นภูมิปัญญาสำคัญของไทย
.

“ที่จริงแล้ว แก่นในสาระของพุทธคำสอนก็สอนเรื่องชีวิตคือการเรียนรู้โดยตรง แต่เพียงแต่ว่าเป้าหมายไม่ได้เอาแค่เรียนรู้มาใช้กับชีวิตในโลกเฉยๆ แต่พยายามผลักดันให้คนเข้าใจและรู้ว่ามีหนทางเหนือกว่านี้อยู่ ทุกคนไปได้นะ เป็นเป้าหมายเชิงโลกุตร พอโรงเรียนรุ่งอรุณจับเรื่องนี้มา เราก็ลดทอนเอามาใช้แค่เป้าหมายในระดับโลก” ผู้สร้างรุ่งอรุณอธิบาย แล้วขยายความต่อว่า รุ่งอรุณมีระบบการศึกษาที่มี ‘หลักไตรสิกขา’ ซึ่งเป็นวิธีเรียนรู้และมีชีวิตอย่างถูกต้องเป็นเป้าหมาย ส่วนกระบวนการนั้นยึดโยงอยู่กับ 2 หลักธรรมคือ ‘กัลยาณมิตร’ หรือการเรียนในสภาพแวดล้อมที่เป็นชุมชนของมิตรที่ดี และ’โยนิโสมนสิการ’ หรือการสอนให้เด็กหัดคิดให้รอบด้าน

.
แน่นอน ความเป็นพุทธนั้นเชื่อมโยงแนบแน่นกับแนวคิดการศึกษาแบบองค์รวมซึ่งที่นี่สกัดเป็น 3 คำเรียบง่ายคือ Head Hand และ Heart  หมายถึงการเรียนการสอนที่มีครบทั้งมิติความรู้ ทักษะ และมิติสุดท้ายซึ่งการศึกษาปัจจุบันมักขาดหาย นั่นคือ ‘คุณค่า’ หรือ ‘ประโยชน์’ ซึ่งซ่อนอยู่ในทุกกิจกรรมและแผนการสอน เช่น การหัดทำอาหารที่อาจารย์ประภาภัทรมองว่าเป็นสิ่งง่ายที่สุดที่จะช่วยให้คนรักษาธรรมชาติการเรียนรู้ไว้ได้ นอกจากนั้น กระบวนการเรียนที่นี่ยังเป็นแบบธีมบูรณาการ (ที่อื่นอาจเรียกว่า problem-based learning) แต่ละชั้นปีจะมีธีมหลักซึ่งเชื่อมโยงกับชีวิตจริง นำพาเด็กไปถึงคุณค่าได้ และไม่ได้ทิ้งสาระหลักตามหลักสูตรทั่วไป โดยวิชาไหนบูรณาการเข้าธีมได้ก็จับมาบูรณาการ

.
“เหตุผลที่ต้องมีธีมคือ เวลาจะเข้าใจเรื่องใดอย่างลึกซึ้ง เราต้องคลุกคลีอยู่กับเรื่องนั้นพอสมควร แล้วรุ่งอรุณให้เวลากับขาออกหรือการเรียนแล้วใช้ทันที ไม่ใช่เรียนไปสอบค่อนข้างเยอะ เพราะถ้าเรียนแล้วไม่มีขาออก มันแทบไม่มีประโยชน์เลย ธีมหนึ่งก็เลยว่ากันเป็นปี โดยเราเลือกธีมจากหัวข้อที่สำคัญสำหรับชีวิต และดูตามวัยของเด็กว่าแต่ละวัยถนัดอะไร อะไรคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว  อย่าง ป.6 เรียนเรื่องน้ำ เริ่มต้นเทอมแรกก็จะให้เด็กถามตัวเองว่าน้ำก๊อกมาจากไหน แล้วก็ค่อยๆ พาไปดูโรงกรองน้ำ ไปดูต้นน้ำ แล้วที่แหล่งน้ำมีใครอยู่บ้าง ไปรู้จักผู้คนที่นั่น ไปดูว่าทำไมเขาถึงอยู่แล้วแหล่งน้ำนั้นยังสะอาดพอเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ให้เราได้ มันก็ต้องใช้เวลาหมด” อาจารย์ประภาภัทรขยายความเห็นภาพจากยุคแรกเริ่ม
.

ทุกวันนี้การศึกษาแบบองค์รวมขยับขยายและกลายเป็นที่สนใจของพ่อแม่รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละโรงเรียนก็มีการหยิบมาปรับใช้ในแบบที่ต่างกันไปในรายละเอียดแต่ไม่ว่าโรงเรียนไหนจะปรุงรสอาหารจานนี้อย่างไร ท้ายที่สุดหัวใจของการศึกษาแบบองค์รวมยังคงเป็นการชวนคนกลับสู่ธรรมชาติเรียบง่ายของชีวิตนั่นคือการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด
.

เรื่อง : ฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันอาศรมศิลป์
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Arrow