จาก ‘ครู’ สู่ ‘นักเรียน’ : ประสบการณ์เรียนรู้ฝึกตนเองของครูอนุบาล

บทสนทนากับเหล่าครูอนุบาลถึงสิ่งที่พบในเส้นทางการฝีกฝนเป็นครูของรุ่งอรุณ

จาก ‘ครู’ สู่ ‘นักเรียน’ : ประสบการณ์เรียนรู้ฝึกตนเองของครูอนุบาล

          เมื่อก้าวเข้าโรงเรียนรุ่งอรุณ ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่จะได้เรียนรู้พัฒนาตนเอง แต่ครูทุกคนยังมีโอกาสสวมบทบาท ‘นักเรียน’ ไม่ต่างจากเหล่าลูกศิษย์ เพราะรุ่งอรุณมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาครูให้เป็นครูที่สมบูรณ์ บนฐานความเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้อันเป็นหัวใจหลักของโรงเรียน
.
ครูทุกคนที่นี่จึงมีเส้นทางการเป็นครูที่พิเศษและผ่านการฝึกด้วยหลายเครื่องมือที่พิเศษ ซึ่งประสบการณ์และผลลัพธ์เป็นอย่างไร คงไม่มีใครบอกเล่าให้ฟังได้ดีไปกว่าครูตัวจริง เราจึงไปนั่งลงพูดคุยกับครูแอร์-เรวดี ดุงศรีแก้ว ครูใหญ่ของรุ่งอรุณ และกลุ่มครูอนุบาลคือ ครูกิ๊ฟท์-ปิยะดา พิชิตกุศลาชัย และครูอีฟ-จินตนา นำศิริโยธิน ด้านล่างนี้คือเรื่องราวเมื่อ ‘ครู’ กลับกลายเป็น ‘นักเรียน’ อีกครั้ง

.

ปิดช่องว่างด้วย ‘การฟัง’
.

          เส้นทางการไปสู่ครูที่สมบูรณ์ของรุ่งอรุณให้ความสำคัญกับการปิด ‘ช่องว่าง’ ซึ่งหมายถึงอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างครูและศิษย์เหล่าครูที่ร่วมพูดคุยยืนยันเป็นเสียงเดียวว่าเครื่องมือวิเศษที่ช่วยแก้ปัญหาคือ ‘การรับฟัง’“คิดว่าเรื่องฟังเด็กอย่างแท้จริงนี่สำคัญมาก ต้องฟังเยอะๆ เพราะเราเป็นคนแปลกหน้าของเด็กอยู่ แล้วเราเชื่อว่าเวลาตั้งใจฟัง มองตาเขา เด็กก็จะรับรู้ได้จริงๆ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเด็กดีขึ้น อย่างเด็กอนุบาล 1 จะลองของหมด ช่วงแรกเราก็จะทำตัวเป็นแม่คนหนึ่งเลย ฟังก่อน ซื้อใจก่อน คอยสังเกตว่าเด็กชอบเรื่องอะไรแล้วเข้าไปคุยเรื่องนั้น จากเรื่องที่เริ่มคุยด้วยกันได้ก็พาทำอย่างอื่นต่อไปได้ เด็กจะรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนมากกว่าเป็นครู แล้วเด็กบางคนใช้ภาษากายมากกว่าพูด กอด เพื่อแสดงความอยู่ด้วยกัน การร่วมทำด้วยกันจึงสำคัญ อีกอย่างคือเวลาเราทำกิจกรรมกับเด็ก เด็กก็จะสะท้อนสิ่งที่ครูทำ ฟังครูแล้วก็ต้องทำด้วย สร้างด้วย”
.
“ครูที่ไม่ฝึกฟัง พูดเยอะ เกิดช่องว่างไหม ยิ่งกว่าว่างอีก เด็กนั่งกันตาลอย ครูบางคนฟังอย่างเดียวไม่พูดอะไร ไม่ยกใจผู้เรียน ผู้เรียนก็เผลอ ครูต้องมีสติกลับไปตรวจสอบตนเอง แล้วใช้หูกับใจมาด้วยกัน ฟังด้วยใจไร้อคติ ถ้าเราฟังจะเข้าใจความต่างกันของเด็ก เมื่อเข้าใจความต่างกัน เวลาเข้าหาก็จะใช้วิธีการต่างกันได้ ไม่ใช้วิธีการหว่านเหมือนกันทุกคน”
.
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างที่ว่าไม่ใช่ปิดรอบเดียวแล้วจะหายไปตลอดกาล เพราะความสัมพันธ์นั้นแปรเปลี่ยนรูปอยู่ตลอดเวลา ครูจึงต้องหมั่นใส่ใจตรวจสอบและปิดช่องว่างสม่ำเสมอ
.
“เราว่ามันมีช่องว่างอยู่ตลอดเวลา เข้าๆ ออกๆ ได้ เพราะอยู่กับเด็กก็เหมือนอยู่กับผู้ใหญ่ คือมีจังหวะที่เราถูกใจกัน ไม่ถูกใจกัน มีบางทีที่เราสนิทกัน แต่บางทีก็กระทบกันแล้วห่างออก มันไม่ได้มีแต่โลกที่สวยงาม ไม่ได้มีแต่ตามใจ มีสิ่งที่ผิด สิ่งที่ต้องสอน แล้วเราก็ยืนยันในการสอนของเรา แต่ครูจะต้องรู้สึกถึงช่องว่างนี้ได้เร็ว แล้วต้องทำให้เด็กได้เห็นว่าที่บอกคือเตือน แต่ยังรักอยู่นะ ไม่ใช่ไม่รักแล้ว นี่คือกำลังสอนให้ดีขึ้น เราใช้วิธีมองตา เพราะการมองตาคือการรับฟัง เด็กจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ บางทีเด็กเยอะ เราก็ลืมมองตาเด็กไป”
.
เมื่อครูคอยปิดช่องว่าง แม้ลูกศิษย์ยังเป็นเพียงเด็กตัวจิ๋วในระดับอนุบาลก็สัมผัสความตั้งใจนี้ได้ และสุดท้ายก็เปิดรับคุณครูเข้าไปเต็มหัวใจ

 

จาก ‘ใจ’ ถึง ‘ใจ’
.
          กลุ่มครูตรงหน้าเราล้วนมีประสบการณ์ตรงในการเป็น ‘ครูในหัวใจเด็ก’ ซึ่งเป็นอีกขั้นในเส้นทางไปสู่ครูที่สมบูรณ์ของโรงเรียนรุ่งอรุณ อย่างไรก็ตาม พวกเขายืนยันว่า การปิดช่องว่างจนกลายเป็นครูที่เด็กๆ รักไม่ได้หมายความว่าครูต้องเปลี่ยนแปลงจนทิ้งความเป็นตัวเองไป
.
“ครูชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น ทำให้เป็นปกติของชีวิต หาตัวเองว่าชอบอะไรจริงๆ แล้วพาเด็กทำ เราชอบทำอาหาร เด็กอาจไม่ได้ชอบทุกคนเหรอก แต่คนไหนที่ชอบเหมือนกัน เราก็จะไปเป็นครูในดวงใจเขาได้เลยนะ พาทำอาหาร ปักผ้า ปลูกผัก เราว่าคุณสมบัติของครูที่ดีคือ ฟังเด็ก ฟังผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองวางใจ วางใจว่าครูฟังพวกเขา”ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์เรียบง่ายนั้นก็งดงาม
.
“ครูในหัวใจเด็กเป็นคนสวย! ใจสวย (หัวเราะ) คือมีเด็กคนนึงบอกว่าเราสวยแล้วไปจูงพ่อแม่มาดู เราถึงรู้ว่าตัวเองเป็นครูคนแรกๆ ที่รับฟังเขา เพราะเขาเป็นเด็กป่วนมาก แต่เราไปฟังก่อนว่าเขาต้องการอะไร ดังนั้นคำว่าสวยในสายตาเด็กจะไม่เหมือนเรา คนที่สวยในสายตาเด็กคืออีกคนข้างในตัวเรา” “เด็กอนุบาลยังจำครูไม่ได้ แต่ในชีวิตที่อยู่ด้วยกัน เราเป็นครูในดวงใจเขาได้ เรารู้สึกว่าครูรุ่งอรุณจะเป็นครูที่พึ่งได้ทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อเด็กมาโรงเรียน เขาเจอเรื่องติดขัดอะไร เราจะเป็นที่พึ่งให้ได้ เราทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อยู่นะ”

เครื่องมือฝึกครู
.

นอกจากประสบการณ์ที่พบระหว่างแต่ละขั้นของเส้นทาง เราชวนพวกเขาคุยต่อถึงประสบการณ์และผลลัพธ์ของหลากหลาย ‘เครื่องมือ’ ที่รุ่งอรุณหยิบมาใช้  เริ่มจาก  ‘การปฏิบัติธรรม’ เครื่องมือสำคัญที่โรงเรียนวิถีพุทธแห่งนี้นำมาช่วยฝึกครู
.
“ตอนมาใหม่ที่นี่ให้ไปปฏิบัติธรรม เราคิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่ ไม่อยากไป แต่ที่นี่บังคับให้ไป พอไปก็ติดใจ ไปอีก เรารู้สึกว่าทำให้เห็นตัวเองที่อยู่ข้างในชัดขึ้น เริ่มทันเห็นความไม่ดีของเราได้เร็วขึ้น ชัดขึ้น หยุดทัน ได้ฝึก แล้วก็มาเห็นสิ่งเหลานี้ในชีวิตประจำวันได้ชัดขึ้น เป็นที่พึ่งให้กับตนเอง ให้กับเด็กได้ อะไรที่ฉุกละหุกก็ตั้งรับได้ไวขึ้น หาความจริงของเรื่องนั้นได้ไวซึ่งทำให้แก้ปัญหาได้หมด การปฏิบัติธรรมทำให้เราเห็นความจริง มองสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป การปฏิบัติธรรมจะทำที่ไหนก็ได้ให้เป็นเหมือนบทเรียนที่ครูต้องทำ”
.
ไม่เพียงฝึกฝนด้วยธรรมะ โรงเรียนรุ่งอรุณยังพาครูออกไปฝึกฝนในโลกกว้างด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ‘จิตอาสา’ โดยเปิดพื้นที่ให้ครูได้หัดลงมือทำสิ่งเหล่านี้ตามวาระของสถานการณ์บ้านเมือง “ถ้าสังคมเกิดสถานการณ์อะไร โรงเรียนก็จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ให้ครูไปสร้างฝาย ดับไฟป่า งานช่วยน้ำท่วมกรุงเทพ มันคือการละทิ้งบางอย่าง ทำให้เราเห็นความลำบากของคนอื่น เข้าใจเพื่อนๆ ใจเราก็จะทิ้งความน่าเกลียดน่าชังในตนเองไป แล้วการทำแบบนี้ช่วยให้ครูเรียนรู้ที่จะทำเรื่องดีๆ ให้เป็นความเคยชิน แทนที่จะอยู่กับตนเอง โลกของเราก็กว้างขึ้น เป็นเรื่องดีๆ ใครๆ ก็ทำกัน มันไม่ได้ยากมาก แต่เราก็จะได้พัฒนาระดับความยากให้ตัวเองด้วย”

“ถ้ามีคนบอกด้วยคำพูดว่า หนูต้องฝึกเสียสละนะ หนูไปช่วยคนอื่นนะ เราจะนึกออกไหมว่ามันเป็นอย่างไร แต่การเรียนแบบนี้คือให้ลงมือทำ และสิ่งเหล่านี้ต้องผ่านการสะท้อน เพราะถ้าไม่สะท้อน สิ่งนั้นก็จะอยู่ในก้นบึ้งหัวใจเรา ไม่ได้เรียนรู้ แต่พอเราสะท้อนออกมา เรื่องนั้นจะบอกเราเองว่ามันเป็นเรื่องดีที่ได้ทำ บางทีได้ฟังเพื่อนที่ทำเหมือนกันแล้วก็รู้สึกดีไปกับเขา มันคือบทเรียนสู่การปฏิบัติจริง และเพราะฉะนั้น เด็กเองจึงต้องลงทำ ทักษะการลงมือทำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คิดได้ แต่ต้องลงมือทำ ไม่อย่างนั้นก็ไม่เปลี่ยน” เมื่อมีเครื่องมือเหล่านี้ช่วยฝึกฝนปีแล้วปีเล่า การเป็นครูที่สมบูรณ์ย่อมไม่ใช่เรื่องเกินจริง
.

เพื่อนช่วยเพื่อน
.

          นอกจากกิจกรรมอย่างการปฏิบัติธรรมและจิตอาสา โรงเรียนรุ่งอรุณยังสร้าง ‘ระบบเพื่อนครู’ ที่ให้ครูช่วยเป็น ‘ครูโค้ช’ ดูแลเพื่อนครูด้วยกัน ซึ่งคุณครูที่นั่งสนทนากับเราก็ได้เป็นโค้ชให้เพื่อนร่วมโรงเรียนมาแล้ว และแน่นอน การช่วยดูแลครูคนอื่นก็ช่วยสอนพวกเขาไปพร้อมกัน
.
“หน้าที่ของเราคือเป็นโค้ชให้กับคนอื่น แต่เมื่อได้ลองทำมาแล้วเราพบว่า ไม่ใช่ อาจารย์ประภาภัทร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณบอกว่าไม่ให้ไปยุ่งกับเพื่อน ให้เรามายุ่งกับตนเอง โค้ชคือการทำยังไงก็ได้ให้เราเป็นโค้ชตนเอง พัฒนาเพิ่มขึ้น แล้วการกระทำของเราจะไปส่งผลต่อคนอื่น ซึ่งเราเคยลองใช้วิธีบอกเพื่อน แต่มันไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้มีความสุข เพราะความสัมพันธ์เริ่มไม่ดี เวลาที่เราบอกเขา อยากให้เขาเปลี่ยน เรามีอารมณ์ เราทุกข์ เพื่อนก็ไม่เชื่อ แก้ปัญหาก็ไมได้ เราเลยหาวิธีใหม่ ตอนนี้คือฝึกตนเอง ทำแล้วได้ผลก็ไปบอก”
.
“มันยากมากเพราะตอนแรก เราแค่ฝึกตนเอง ตอนนี้ต้องขยายไปฝึกคนอื่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนครูก็เหมือนเด็ก ต้องฟังกัน ถ้าเขาไม่ฟังก็ต้องหาทางแก้ไป แต่จากที่เมื่อก่อนไม่ค่อยฟังคนอื่น เราก็เปลี่ยนไปมากเมื่อฟังมากขึ้น”
.

          นอกจากเป็นโค้ชให้กัน รุ่งอรุณยังมี ‘ชุมชนครู’ ที่ให้ครูได้นั่งลงทบทวนและรับฟังเพื่อนๆ ผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า AAR After Action Review ซึ่งจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมนี้ช่วยปิดช่องว่างทั้งระหว่างครูด้วยกันและครูกับลูกศิษย์อย่างได้ผล “ครูตั้งวงคุยเพื่อสะท้อนกันสัปดาห์ละครั้ง เล่าเรื่องราวการเรียนการสอนในห้องเรียนของตนกับกลุ่มเพื่อนครู บางทีเราไม่รู้สึกตัว แต่พอเล่าให้เพื่อนครูฟัง เพื่อนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่พอฟังแล้วเขาจะรู้แล้วทวนเราว่า ได้ทำแบบนั้นแบบนี้หรือยัง ซึ่งถ้าเรายังไม่ฟัง ช่องโหว่ไม่ได้จะเกิดแค่กับเด็กๆ แต่เกิดกับเพื่อนด้วย แต่ถ้าเราฟัง ความสัมพันธ์กับเพื่อนก็จะดี แล้วความสัมพันธ์กับเด็กก็จะดีเพราะเรากลับมาแก้ที่ตัวเอง ทุกอย่างเกิดจากการเล่าสู่กันฟัง ช่วยกันสะท้อน ช่วยกันเรียนรู้ การบอกเล่าตรงนี้ไม่มีถูกผิด ทำให้ครูกล้าเล่า กล้าบอกกัน รับฟังกัน”
.

          ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์บนเส้นทางฝึกฝนขัดเกลาครูสู่ความเป็นแม่ครูผู้สมบูรณ์พร้อม ประสบการณ์ที่ทำให้ครูเชื่อมั่นในหัวใจของรุ่งอรุณที่บอกไว้ว่า ‘ชีวิตคือการเรียนรู้ “ถ้าอยากสอนให้เด็กมีเมตตา เราต้องเรียนรู้แล้วเป็นคนมีเมตตาก่อน ถ้าอยากให้เขามีสติ เราก็ต้องเรียนเรื่องนี้ก่อนจึงจะไปสอนได้ เพราะเด็กจะเรียนรู้ด้วยการซึบซับจากเราไป ซึ่งครูอนุบาลโชคดีมากเพราะเด็กจะตอบสนองไว” “เราต้องรู้สึกว่าทุกวันของชีวิตคือการเรียนรู้ ทุกอย่างที่ตา หู ใจ สัมผัส คือการเรียนรู้ เราจะไม่ละทิ้งสิ่งที่เข้ามา ต้องหาประโยชน์จากมัน เรียนรู้กับมันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ต้องตั้งหลักไว้แบบนี้ ชีวิตจะได้ไม่สูญเปล่า”

เรื่อง : ฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันอาศรมศิลป์
ภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ และสถาบันอาศรมศิลป์

Arrow