ใบไม้ที่นี่สูงกว่าตึกเรียน

สภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่เห็นคุณค่าของทุกสิ่ง ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ

เรื่อง: ณิชากร ศรีเพชรดี / ภาพ: พรภวิษย์ โพธิ์สว่าง และฝ่ายสื่อสารองค์กรสถาบันอาศรมศิลป์

“ตึกเรียนที่นี่จะไม่สูงเกิน 2-3 ชั้น เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติต้องยิ่งใหญ่กว่าเรา”
.
พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งอธิบายหลังเราแหงนหน้าจนคอเกือบตั้งฉากกับพื้นโลก มองต้นไม้ใหญ่ยืนต้นล้อมตึกเรียนเรือนไม้ที่ความสูงไม่เกินยอดใบของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนข้างกัน ไม่ใช่แค่ความโอ่อ่าของแนวไม้ หากบ่อขุดที่วางตัวยาวขนานไปกับตัวตึกเรียน ทำให้เราอยากเดินช้าลง ไม่ใช่แค่อยากชื่นชมธรรมชาติ แต่อุณหภูมิและความสุขุมบางอย่างทำให้เรารู้สึก ‘ตัวเล็ก’ ลง
.
เดินลึกไปตามระเบียงไม้ไผ่ข้างบ่อขุด เราเห็นนักเรียน (ที่ไม่ใส่ยูนิฟอร์ม) ซ้อมพายเรือโดยมีเพื่อนนักเรียนและครูคอยยืนส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างๆ มองเลยไปอีกนิดเห็นนักเรียนอีกกลุ่มวิ่งตัดแนวไม้กลับขึ้นตึกเรียน
.
“ไปดูเด็กๆ เกี่ยวข้าวมั้ย? เห็นเด็กๆ ลงแปลงไปสักพักแล้ว ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่กันรึเปล่า” พี่คนเดิมสะกิดชวน คำว่า ‘แปลงนา’ ไม่ทำให้เราตกใจ เพราะได้รับข้อมูลก่อนหน้านั้นแล้วว่า โรงเรียนรุ่งอรุณที่อยู่ตรงหน้านี้ นอกจากน้อมนำพุทธธรรมมาเป็นหลักในการจัดการศึกษา ยังยึดการศึกษาเชิงบูรณาการภายใต้ชื่อ Head Hand Heart  : ปัญญา สัมผัส ใจ  เน้นให้เด็กๆ ลงมือทำ
.
ลงมือทำที่ว่า หมายรวมถึง งานบ้าน งานครัว งานสวน ด้วยจริงๆ
.
นอกจากแปลงนาที่มีมุ้งสีส้มปิดคลุมและเด็กๆ วิ่งเข้าวิ่งออกคอยดูแล ข้างกันยังมีโดมไม้ไผ่ที่ไต้ถุนเต็มไปด้วยงานเซรามิกพร้อมอุปกรณ์สำหรับงานปั้นอย่างจริงจัง
.
ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่านี่คือ ‘โรงเรียน’ โรงเรียนในความทรงจำของเราร้อนแดด ตึกสูงเกิน 4 ชั้นที่อัดแน่นไปด้วยนักเรียนเต็มห้อง ต้นไม้ถูกตัดให้เตียนหรือดัดโค้งเป็นรูปสัตว์ ทั้งพื้นที่ 1 ใน 4 ถูกถางเตียนไว้เพื่อทำสนามบอล!

ผลการศึกษาใน Clever Classrooms ปี 2015 จากมหาวิทยาลัยแซลฟอร์ด ประเทศอังกฤษชี้ว่า สภาพแวดล้อมในห้องเรียนมีผลต่อการเรียนรู้และความก้าวหน้าทางวิชาการของเด็กถึง 25 เปอร์เซ็นต์ การออกแบบห้องเรียนที่ดีจะช่วยกระตุ้นผลการเรียนของนักเรียนในระดับประถมศึกษา ทั้งทักษะด้านการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ สำคัญที่สุด มีผลโดยต่อ ‘ความเครียด’ เด็กๆ ในห้องด้วย (อ่านต่อที่นี่ )
.
แม้จุดประสงค์เรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาของรุ่งอรุณจะไม่ได้มุ่งเน้นผลลัพธ์ทางวิชาการ แต่ก็เป็นแนวคิดที่คล้ายกันในเรื่อง สภาพแวดล้อมของผู้คน มีผลต่อความรู้สึกนึกคิด ต่ออารมณ์ ต่อความรู้สึก ทั้งหมดนั้นก่อเป็น ‘คุณค่า’ ฝังแน่นลงเป็นดีเอ็นเอเฉพาะตัวคน
.
“ดิฉันใช้คำว่า ‘การจัดสภาพแวดล้อมทางการศึกษา’ ไม่ใช่แค่ ‘สภาพแวดล้อม’ ” ดร.สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวไว้เช่นนั้น พร้อมอธิบายว่า ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในห้องที่มุ่งเน้นการฝึกปรือด้านวิชาการหรือวิชาชีพ แต่ยังมีการศึกษาในรูปแบบอื่น ซึ่งจะขับเน้นคุณลักษณะในตัวบุคคลขับเน้นให้คนนั้นเคารพในคุณค่าต่อสรรพสิ่ง
.
“สภาพแวดล้อมทางการศึกษาไม่ใช่การเรียนรู้ในห้องเรียนหรือการซึบซับจากคำสอน แต่คือ ‘สภาพแวดล้อม’ ในบ้าน พ่อแม่ ชุมชน สิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตก็ใช่ สิ่งไม่มีชีวิตก็ยังใช่ รวมถึงผู้อาวุโสน้อยกว่าเราด้วย ทั้งหมดนี้คือสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการศึกษาของเราทั้งหมด

“ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ดิฉันเป็นคนรสมือในการทำอาหารดีมาก รวมทั้งเป็นคนมีความรู้ด้านการถักเย็บ ดิฉันซึบซับความรู้เหล่านั้นอยู่ในตัวตั้งแต่เด็กโดยที่คุณแม่ไม่เคยสอน เมื่อโตแล้วและได้เรียนพยาบาล แม้จะไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านั้นประกอบอาชีพแต่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้ติดตัว ทักษะเหล่านี้ดิฉันไม่เคยเรียน แต่ซึมซับจากสภาพแวดล้อมที่บ้าน ทั้งหมดนี้เป็นการศึกษา”
.
ดร. สุจินดา ในฐานะนักศึกษาพยาบาลศาสตร์และอดีตพยาบาลก่อนจะหันไปเป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยังอธิบายถึงกิจกรรมจากงานครัวและถักร้อย ที่แม้ไม่ใช่การศึกษาในรูปแบบห้องเรียน แต่ส่งผลดีในระดับลึกลงไประดับประสาทสมองว่า…
.
กิจกรรมงานบ้าน งานครัว งานสวนเหล่านี้ กลับสร้างศักยภาพทางประสาทสมองที่เชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อ เป็นทักษะที่วัดเป็นคะแนนข้อสอบไม่ได้ แต่มีผลต่อความพร้อมในการเรียนรู้ในอนาคตจากภายใน

“การจัดสภาพการศึกษาที่เข้าใจ ยังหมายถึงการศึกษาที่ทำให้คนเห็นคุณค่าของ ‘สรรพสิ่ง’ สรรพสิ่งที่ว่าหมายถึง ‘สิ่งแวดล้อม’ เพราะกว่าที่คนเราจะเห็นคุณค่าต่ออะไรบางอย่างได้ ทั้งหมดนั้นมันผ่านการคิดวิเคราะห์ในสมอง ใคร่ครวญ ผลจากการใคร่ครวญที่ว่ามันลึกลงไปในระดับนิสัยเลย”
.
คนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการศึกษาอย่างไร? – เราสงสัย
.

“คุณลองตั้งคำถามสิว่า ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แก้วน้ำ น้ำดื่ม ปากกา วงจรสุดท้ายของมันไปไหน?”
.

‘คุณค่าในสรรพสิ่ง’ ที่ดร. สุจินดาว่า หมายถึง ถ้ากระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในเนื้อตัวถึงพร้อม คนเราเข้าอกเข้าใจและเคารพในธรรมชาติ ย่อมหมายถึงระบบคิดที่ถี่ถ้วนและเต็มพร้อมจะเกิดขึ้นในเนื้อตัวคน พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ความเคารพในคุณค่าของสรรพสิ่ง เป็นเรื่องเดียวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในการศึกษา
.

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนรุ่งอรุณ จึงจัดสภาพแวดล้อมที่ให้เกียรติธรรมชาติ ให้ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าตัวมนุษย์
.

“เราจะไม่เคารพธรรมชาติหรอก ถ้าไม่ได้ใกล้ชิด ไม่ได้จับและสัมผัส การศึกษาแบบองค์รวม (Holistic) ที่ให้เด็กๆ ได้ลงมือทำ หรือทางโรงเรียนเรียกว่า Head Hand Heart จึงเป็นการเรียนที่เปิดให้เราได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของธรรมชาติ”

กระบวนการ Head Hand Heart  ที่ดร. สุจินดาว่าหมายถึง วิธีคิดด้านการจัดการศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ  บูรณาการองค์ประกอบสามอย่างคือ การคิดใคร่ครวญระดับสมอง  ผ่านสัมผัส และความสงบนิ่งเพื่อจับอารมณ์ในใจ หรืออาจกล่าวว่าเป็นปฏิบัติการทางความคิดที่เชื่อมระหว่าง สมอง สัมผัส และใจ เพื่อให้เกิด ‘อิสรภาพทางปัญญา’ ในฐานะมนุษย์ที่เต็มพร้อมไม่ใช่แค่ขอบเขตในห้องเรียน
.

“ในทางประสาทสมองเรียกว่า เป็นการศึกษาที่เอื้อให้สมองพัฒนาหมดทั้ง  Whole brain” ดร. สุจินดาอธิบาย ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ว่าสถานที่ที่ต้นไม้ทอดเงาเต็มพื้น การแหงนหน้ามองความสูงของยอดไม้ต้องกางองศามากกว่าการแหงนคอมองยอดตึก และเห็นแปลงสวนบ่อยกว่าสนามฟุตบอล สถานที่เช่นนี้จะมีป้ายเล็กๆ แปะไว้ว่าเป็น ‘โรงเรียน’ จริงๆ
.

สภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดร. สุจินดาว่า ‘ส่วนหนึ่ง’ คงเป็นบรรยากาศเช่นนี้ และหากเชื่องานวิจัยใน Clever Classrooms ว่า สภาพแวดล้อมมีผลต่อความเครียดและพัฒนาการทางการเรียน โจทย์สำคัญคงไม่ใช่แค่ ‘บรรยากาศ’ และ ‘สิ่งปลูกสร้าง’ ในโรงเรียน แต่คิดภาพถึงสวนสาธารณะ หนทางระหว่างไปโรงเรียน แหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้า สิ่งแวดล้อมรอบตัวทั้งมีและไม่มีชีวิต ก็ล้วนบอกและเข้ามากำหนดมุมมอง และวิธีคิดต่อคุณค่าได้ทั้งหมด
.

แต่อย่างง่ายและทำได้จริงที่สุด คงเป็นการเลือก ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่ดีต่อใจเอามาไว้ใกล้ตัว และเลิกปฏิเสธว่าองค์ประกอบทุกอย่างในบ้าน ก็คือ ‘สภาพแวดล้อมทางการศึกษา’ ทั้งหมด

Arrow