Head Hand Heart แห่งรุ่งอรุณ

Head Hand Heart แห่งรุ่งอรุณ การเรียนรู้วิถีพุทธเพื่อการ กิน-อยู่-ดู-ฟัง ให้ ‘เป็น’

เรื่อง: ณิชากร ศรีเพชรดี / ภาพ: พรภวิษย์ โพธิ์สว่าง และฝ่ายสื่อสารองค์กรสถาบันอาศรมศิลป์

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบถึงยี่สิบปีก่อน การบอกผู้ปกครองว่าอย่าส่งลูกเข้าไป ‘เรียน’ ตั้งแต่อายุน้อยๆ อย่ามุ่งแต่พาลูกไปกวดวิชาเพื่อเข้าป.1 คนฟังอาจต้องชวนผู้พูดนั่งคุยกันยาวๆ เพื่อถามว่า ‘ถ้าไม่รีบเรียน จะเอาอะไรไปสู้กับเขา?’ แต่วันนี้ที่การศึกษาทั่วโลกต่างเปลี่ยนทิศสู่การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่ไม่ใช่เพียงความเป็นเลิศทางวิชาการ และค่อยๆ เบนเข็มมาสู่การศึกษาทางเลือกที่ชวนให้เด็กๆ มาเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและหาองค์ความรู้ด้วยตัวเอง โดยมีครูเป็นเพียงผู้จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดการเรียนรู้
.

แต่กับการศึกษาวิถีพุทธที่เน้นใช้ ‘ปัญญา’ ‘สัมผัส’ และ ‘ใจ’  ผ่านการรับรู้ของสติเป็นแกนกลาง เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างไร?
.

Head Hand Heart คือวิธีคิดด้านการจัดการศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งน้อมนำพุทธธรรมมาเป็นหลักในการจัดการศึกษา บูรณาการองค์ประกอบสามอย่างที่ไม่แยกขาดเพื่อให้เกิด ‘อิสรภาพทางปัญญา’ ในฐานะมนุษย์ที่เต็มพร้อมไม่ใช่แค่ขอบเขตในห้องเรียน
.

  • Head คือ การประมวลผลความรู้ ที่ไม่ใช่แค่ความรู้ในความหมายทั่วไปแต่เป็นความรู้ที่ประมวลจากจิตใจ การได้ลงมือทำ และการได้ใคร่ครวญอย่างแยบคาย
  • Hand ไม่ใช่แค่มือ แต่คือกาย คือประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือการได้ยิน มองเห็น ลิ้มรส ได้กลิ่น และสัมผัสเคลื่อนไหว ที่เปรียบเหมือนเครื่องรับข้อมูล (input) หรืออุปกรณ์แห่งการเรียนรู้ เพื่อส่งไปประมวลผลภายใน
  • Heart คือ บ่อเกิดของจิตใจ เจตจำนงค์ การกระทำ และถ้าใจถูกฝึกให้นิ่งพอ ก็จะเกิดสติซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งการเรียนรู้
    .

อาจไม่ต้องบรรยายสรรพคุณว่าโรงเรียนรุ่งอรุณมีชื่อเสียงด้านการศึกษาทางเลือกเพียงใด สิ่งที่ต้องถามกว่าคือ ‘จัดอย่างไร’ และ ‘ผลลัพธ์คืออะไร’

ทำไมต้อง Head Hand Heart?
.

“ถ้าเป็นคำพระเค้าจะบอกว่า การศึกษาที่ดีควรพาไปสู่ความเข้าใจว่ามนุษย์คืออะไร ไม่ใช่แค่เกิดมาเพื่อรักษาเผ่าพันธ์ของตัวเอง แต่เราต่างอยากเข้าใจเพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรเหล่านี้
.

“ถ้ายึดตามหลักการศึกษาแนวใหม่ เขาก็ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของชีวิตซึ่งไม่ใช่แค่การท่องความรู้ หรือมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเดียว แต่อยู่ที่การขยายศักยภาพของคนเพื่อใช้ชีวิตอย่างไม่ติดขัด ทุกวันนี้เรามีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ความรู้บางอย่างก็ตายลงไป การศึกษาที่ดีจึงไม่ควรพาเราไปชนกับกรอบความรู้ แต่ต้องสร้างกระบวนคิดที่ทำให้ผู้เรียนเกิด ‘อิสรภาพทางปัญญา’ หรือ ‘wisdom’

“แต่สำหรับเรา(โรงเรียนรุ่งอรุณ) เราเชื่อว่าการศึกษาคือ ‘วิถีชีวิต’ พระพรหมคุณาภรณ์เคยให้แนวคิดไว้ว่า การศึกษาก็คือการ ‘กิน อยู่ ดู ฟัง เป็น’ การ กิน-อยู่-ดู-ฟัง คือการใช้ร่างกาย เป็นการรับเข้าของข้อมูลต่างๆ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้การ ‘กิน อยู่ ดู ฟัง’ เกิดขึ้นในระดับการศึกษา มันก็จะเกิด ‘เป็น’ ที่แปลว่า ‘ชีวิต’ แต่เป็นชีวิตของมนุษย์ที่มีปัญญา หรือ wisdomครูโมสุนิสา ชื่นเจริญสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ อธิบายเบื้องต้น
.

และต้องไฮไลต์ไว้ว่า เรากำลังกล่าวกันถึงวิธีการของ Head Hand Heart ที่เกิดขึ้นในเด็กปฐมวัย วัยที่ผู้ใหญ่หลายคนเห็นว่า ‘ไม่ใช่วัยที่รู้ความ’ แต่ครูโมและบุคลากรในโรงเรียนรุ่งอรุณไม่คิดเช่นนั้น เคารพและออกแบบให้เด็กๆ ได้ใช้ทั้ง ใจ สัมผัส และเปิดโอกาสได้ใคร่ครวญอย่างเต็มที่
.

เพื่อให้เห็นภาพและนำไปปรับใช้ไม่จำเป็นต้องเกิดแค่เด็กๆ ในโรงเรียนรุ่งอรุณ ครูโมค่อยอธิบายองค์ประกอบทีละ H พร้อมเน้นย้ำตลอดบทสนทนาว่า
.

“เพราะมันเป็นวิถีชีวิต เป็นระบบชีวิต Head Hand Heart จึงไม่จำเป็นต้องเกิดแค่ที่โรงเรียน แต่เกิดในระบบชุมชน ในครอบครัว สำคัญคือต้องเกิดกับผู้ใหญ่อย่างพ่อแม่ หรือครูก่อน”

+ Heart: กระบวนการสร้างเครื่องมือการเรียนรู้ที่เรียกว่า สติ

แม้จะเรียงคำให้อ่านคล่องคือ Head Hand Heart แต่ครูโมกล่าวว่า ที่จริงอาจต้องเรียงใหม่เป็น Heart Hand Head -ใจ สัมผัส ปัญญา เพราะปฏิบัติการที่เกิดบน ‘ฐานใจ’ ไม่ต่างจากที่มั่นสำคัญนำไปสู่ปฏิบัติการทางปัญญาบนฐานอื่นๆ

“ไม่ใช่ครูเป็นคนเอะใจหรอกนะ (ยิ้ม) แต่เป็นความคิดของอาจารย์ประภาภัทร (รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม อธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์และผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ) ท่านเขียนเอาไว้ในบทความว่า ทีจริงน่าจะเริ่มต้นที่คำว่า ‘Heart’ หรือใจก่อน เพราะ Heart เป็นบ่อเกิดของจิตใจ เจตจำนงค์ การกระทำ และการเรียนรู้ทุกอย่าง”
.

ครูโมอธิบายต่อว่า “ส่วนสำคัญของ Heart คือ ‘สติ’ แต่สติก็ไม่ใช่ใจอีกนะ สติเป็นเหมือนเครื่องมือที่ดูแลจิตใจ เมื่อใจมีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตัวที่ไปรับรู้ใจคือสติ ส่วนที่เราทำในโรงเรียนคือการพาเด็กๆ ย้อนกลับมายังที่ตั้งหรือเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจและกาย ซึ่งก็คือตัว ‘สติ’ นี่แหละ
.

“วิธีคือออกแบบการเรียนให้เด็กๆ ได้สะท้อนสิ่งที่เรียนรู้ นั่นก็เพราะ ‘ความจำอารมณ์ได้ เป็นเหตุให้สติเกิด’ ฉะนั้นเวลาที่เด็กๆ ทำกิจกรรมอะไร เค้าก็ต้องเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ใช่แค่รู้ว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดี คือต้องจำแนกอารมณ์ออกมาเป็นชื่อเฉพาะได้เลย”

การออกแบบห้องเรียนเพื่อให้เด็กๆ มีเครื่องมือที่ชื่อ ‘สติ’ ไม่ได้แหวกแนวหรือต้องใช้พละกำลังมากมาย ครูโมอธิบายว่ามันอยู่ในกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ อยู่แล้ว ซึ่งต้องกลับไปอธิบายก่อนว่า ปกติแล้วห้องเรียนระดับชั้นอนุบาลหนึ่งห้องจะมีเด็กๆ  25 คน อายุคละกันตั้งแต่ 3-5 ปี ทำกิจกรรมด้วยวิชา(เล่น)ไม่แบ่งเป็นคาบเรียน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะถูกคิดตามหลัก ‘วิถีชีวิต’ ของเด็กๆ ทั่วไป มีครบตั้งแต่ การเล่น งานบ้าน งานครัว งานสวน และช่วงเวลามงคลชีวิต
.

“เราจะมีช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘มงคลชีวิต’ แต่ไม่ใช่การฝึกทางพระแบบเต็มรูปแบบนะ เพราะเครื่องมือที่ใช้ก็ต้องสมน้ำสมเนื้อกับเด็กและวัยของเค้า ช่วงเวลามงคลชีวิตเป็นได้หมดเลยตั้งแต่ กิจกรรมวาดรูป การเคลื่อนไหวพร้อมเสียงเพลง หรือกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ให้เค้าได้จดจ่อกับอารมณ์ของตัวเอง แต่ก็จะมีข้อกำหนดว่าไม่ให้พูดกันเพื่อให้เค้าอยู่กับตัวเอง ให้กายกับใจอยู่ด้วยกัน
.

สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่หยุดแค่กิจกรรม แต่ให้เค้าสะท้อนการเรียนรู้ออกมา ครูต้องพาให้เขากลับไปเรียนรู้อารมณ์ข้างใน
.

การสะท้อนออกมาคือการที่ครูชวนคิดโดยไม่รีบให้คำตอบแก่เด็กๆ แต่คอยถามว่าระหว่างที่ทำงาน เขารู้สึกอย่างไร คิดอะไร ทำไมจึงถ่ายทอดออกมาในลักษณะนี้
.

การฝึกสติโดยให้เด็กอยู่กับตัวเองโดยมีครูช่วยตั้งคำถาม ทำให้เด็กๆ เกิดการทำงานภายในตั้งแต่ Hand หรือการรับสัมผัสทั้งห้า และส่งข้อมูลนั้นขึ้นไปประมวลเพื่อใคร่ครวญเรียบเรียงออกมา ซึ่งก็คือ Head หากอธิบายเป็นภาษาวิทยาศาสตร์พัฒนาการสมอง การนำเข้าข้อมูลเพื่อประมวลความคิดโดยไม่มีกรอบ ก็คือการเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นใยประสาทในสมองนั่นเอง
.

และไม่ใช่แค่ช่วงเวลามงคลชีวิต แต่ครูโมย้ำว่า ‘การฝึกให้เด็กอยู่กับตัวเอง’ ทำได้ในทุกกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาเล่น งานบ้าน งานครัว และงานสวน ก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งการออกแบบห้องเรียนชั้นปฐมวัยของโรงเรียนก็จำลองมาจากวิถีชีวิตเหล่านี้


“เช่น เวลาที่เด็กๆ เขาทะเลาะกัน แทนที่ครูจะรีบห้ามก็แค่ถามเค้าว่าเกิดอะไร รู้สึกอย่างไร ค่อยๆ เล่านะ หรือ แค่เวลาที่เด็กๆ เขารีบวิ่งเพื่อไปทำอะไรสักอย่าง แทนที่เราจะห้ามเค้าก็แค่ถามว่า ‘หนูรีบไปไหนลูก ถ้ารีบแล้วจะเกิดอะไร’ เขาอาจจะตอบว่า ‘ถ้ารีบแล้วก็จะเกิดเสียงดัง’ หรือเป็นคำตอบอะไรก็ได้แต่เขาจะได้คิดต่อ ครูไม่ต้องรีบใส่คำถาม แบบนี้มันดีกว่าการรีบบอกว่า ‘ถ้ารีบแล้วจะเสียงดัง’ (เสียงเข้ม)
.

“หรืออย่างการจัดโต๊ะกินข้าว จัดโต๊ะปกติก็ไม่เกิดสติใช่มั้ย? แต่ถ้าครูบอกว่า ‘วางจานทีละหนึ่งใบ วางตรงที่มีเก้าอี้ทุกตัวนะ วางส้อมทางซ้าย วางช้อนทางขวา’ ทีนี้เด็กต้องมีสติถูกมั้ย? แต่ถ้าครูไม่ได้มองว่ากิจกรรมเหล่านี้คือการฝึกสติ แล้วเด็กๆ เกิดจัดผิด ครูก็จะเอาแล้ว “เธอจัดผิด” โดยที่ไม่บอกว่าผิดยังไงแล้วเข้าไปจัดการ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กจะรู้แค่ ‘ฟอร์ม’ ว่าต้องจัดยังไง แต่เค้าไปไม่ถึงสตินะ ไปไม่ถึงช่วงเวลาที่ได้จดจ่ออยู่กับตัวเอง”
.

ครูโมย้ำกว่า งานบ้าน งานสวน หรือกิจกรรมการเล่นของเด็กๆ นี่แหละ ฝึกสติได้ดีนักแล สำคัญคือครู พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ด้วย ต้องช่วยตั้งคำถามหรือพาเค้าทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ได้อยู่กับตัวเอง จากนั้นจึงชวนกันสะท้อนออกมา

+ Hand: อุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้

หากเครื่องมือในชื่อ ‘สติ’ เกิดที่ ‘ใจ’ Hand ก็เปรียบเสมือนฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลการเรียนรู้

“Hand อาจให้ภาพแค่ ‘มือ’ แต่จริงๆ Hand ก็คือกาย คือการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัติต้องใช้ประสาทหลายส่วน  Hand ในที่นี้จึงคือองค์ประกอบการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือให้สัมผัสกับความจริงของเรื่องนั้นๆ ได้อย่างหลากหลาย หรืออาจบอกว่าเป็นด่านแรกก่อนส่งข้อมูลไปยัง Head และ Heart

“และไม่ใช่แค่นำเข้าข้อมูลเพื่อให้เกิดการ ‘คิด’ แต่ Hand คือการลงมือทำด้วย”

ดังนั้นจึงเห็นว่าชั่วโมงเรียนของชั้นเรียนอนุบาลโรงเรียนรุ่งอรุณ ส่วนใหญ่จึงขลุกอยู่กับงานบ้าน งานสวน และงานครัว เพราะไม่มีการเรียนรู้ใดที่ดีไปกว่าการได้ลงมือทำ นอกจากนี้ยังตรงกับความรู้ด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่ว่าช่วง 0-7 ปีเป็นช่วงวัยที่ต้องเร่งพัฒนาฐานกาย หากเด็กๆ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่อย่างชำนาญจนแข็งแรง นั่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่อพัฒนาการอื่นๆ ไปชั่วชีวิต รวมทั้งพัฒนาการทางสมองด้วย
.

“วันก่อนครูที่โรงเรียนส่งคลิปเด็กๆ กำลังทำครัว เด็กๆ แกะกุ้งกันง่วนเลย ลองคิดดูช่วงที่เค้าคร่ำเคร่งแกะเปลือกกุ้ง ใจเค้าก็โฟกัสกับวิธีการแกะ ถ้ามันแกะไม่ได้เค้าก็ต้องหาทางแก้ปัญหา ไม่ต้องพูดถึงพัฒนาการกล้ามเนื้อต่างๆ เลย เกิดขึ้นแน่นอน กิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องที่โรงเรียน”
.

ครูโมพูดและเปิดคลิปที่ว่าให้ดู ภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าไม่ต่างกับคำอธิบายของครูโม เด็กๆ ดูมีสมาธิและส่งพลังกล้าแกร่งไปแกะเปลือกกุ้ง

+ Head: กระบวนการคิดและการกระทำทางใจอย่างแยบคาย
.

“Head กระบวนการประสาทที่ต้องประมวลผล หรือว่ากันง่ายๆ ก็คือกระบวนการคิดนี่แหละ ซึ่งถ้าไล่เรียงมาจะเห็นว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ แต่เชื่อมกลับมาที่ฐานใจและกาย Head จึงเป็นการประมวลผล ตัดสินใจ เป็นการกระทำทางใจอย่างแยบคาย พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือในทางพระเรียกว่า ‘โยนิโสมนสิการ’ ”
.

แน่นอนว่ากระบวนการคิดหรือวิจารณญาณมีอยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่การคิดอย่างถี่ถ้วน ใคร่ครวญ และอย่างแยบคาย เป็นความคิดในเชิง ‘ความตระหนักรู้’ เป็นการตัดสินใจทางความคิดที่ไม่ใช่แค่ ‘ทำเพราะต้องทำ’
.

“เหมือนว่า… เราจะไม่ทำเพราะแค่มันเป็นมารยาทน่ะ ไม่ใช่แค่ทำเพราะคนบอกว่าไม่ควร แต่เราทำเพราะคิดมาดีแล้ว ยกตัวอย่าง เราอาจไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดตรงนี้เพราะมีป้ายห้าม แต่เดินไปที่อื่นก็อาจทิ้งลงพื้น แต่ถ้าเป็นความคิดที่เกิดบนฐาน Head เราจะไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดทุกที่เพราะเราเข้าใจเหตุผลของการไม่ทิ้งขยะลงถังว่าคืออะไร หรือ เวลาที่ไปงานศพ เราอาจจะไม่เดินเข้าไปและพูดว่าเราเสียใจ แต่เราจะรู้สึกว่า กับคนนี้นะ เราอยากจะเดินไปจับมือเค้าและถ่ายทอดว่าเราเสียใจด้วยจริงๆ ซึ่งการปฏิบัติของเราต่อคนอื่นในวาระโอกาส ก็จะไม่เหมือนกัน เพราะเราคิดอยู่ตลอดว่ากับแต่ละคนและแต่ละสถานการณ์ ต้องทำอย่างไร”

+ Head Hand Heart ไม่มีข้อจำกัดเรื่อง สถานที่แต่คือ facilitator
.

ชัดเจนว่า Head Hand Heart (หรือจริงๆ ต้องเป็น Heart Hand และ Head) ไม่จำเป็นต้องเกิดแค่ที่โรงเรียน โดยเฉพาะต้องเป็นที่รุ่งอรุณ เป็นแค่เพียงการออกแบบให้ผู้เรียน – หรือใครก็ตาม กลับไปจดจ่ออยู่กับกิจกรรมใดหนึ่งที่เกิดขึ้นในระดับ ‘วิถีชีวิต’ สำคัญคือ ครู พ่อแม่ ผู้ที่อยู่กับเด็ก หรือ facilitator ที่จะช่วยออกแบบกิจกรรม ตั้งคำถามเพื่อพาให้ผู้เรียนกลับไปครุ่นคิด โฟกัสอยู่ที่จิตใจหรืออารมณ์ของตัวเอง
.

มันเป็นวิถีชีวิตนะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องคิดว่ามันเป็น Head Hand Heart มั้ย ครูแค่เปลี่ยนวิธีจากที่สอนบนโต๊ะ เป็น ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจด้วยตัวเขาเอง และก็ไม่ใช่การบอกให้เด็กมี head hand heart แต่ Head Hand และ Hard ก็ต้องเกิดในตัวครูก่อนจะไปสร้างกระบวนการกับเด็ก เพราะไม่อย่างนั้นครูจะรู้ได้ยังไงว่าต้องไปทำอะไรกับเด็ก
.

ก่อนลากันไป ครูโมทิ้งท้ายว่า ครูต้องอย่าลืมมีศรัทธา และ ไมตรี ส่วนเรื่องอื่นเป็นหน้าที่ของเด็ก
.

“ศรัทธาในตัวเราก่อน ศรัทธาในความเป็นเรา ต่อความเข้าใจ ต่อการมีชีวิต ว่าตัวเราก็เป็นผู้เรียนรู้ และศรัทธาในเด็กๆ ว่าเค้าก็มีชีวิตของเค้าที่เราต้องดูแลรักษาให้เกิดความงอกงาม ศรัทธาว่าเด็กเองก็มีความสามารถจะทำได้อะไรต่างๆ ได้ ถ้าเราศรัทธา เราจะไม่ไปกดดันเขา”
.

“อีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘ไมตรี’ คือถ้าเรามีไมตรี ละข้างใน ละความโกรธ ไม่เอาตัวเองเป็นหลักแต่เอาความจริงเป็นหลัก เมื่อไม่คาดคั้นในความสัมพันธ์ เด็กๆ ก็จะเรียนรู้จากความสัมพันธ์นี้เอง ที่เหลือเราจะจัดหา จะจัดเตรียมอะไรก็เป็นเรื่องของเรา แค่เอาจุดนี้เป็นจุดเริ่ม ก็ไปได้เยอะแล้ว”

Arrow